หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยาอายุวัฒนะ  (อ่าน 1195 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 12:18:11 PM »

"อายุบวร"
      Shocked ยาอายุวัฒนะ  (อายุยืน)

กล้วยน้ำหว้า สุกงอม  ๑  หวี
มะตูมสุก คว้านเอาเนื้อใน  ๕ ผล
พริกไทยตำเป็นผง  หนัก ๔ ตำลึง

      คลุกเคล้าแผ่ใส่ถาด  ผึ่งแดด ๗ วัน  น้ำค้าง ๗ คืน  ใส่ขวดโหลดองกับน้ำผึ้งไว้  ๒ สัปดาห์  
(รับประทานวันละ ๔ ช้อน  ท่านผู้เป็นครอบครัว  รับประทานทั้งคู่  จะเกิดแทนค่าในสมการ)


บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
lovelove
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2009, 10:40:28 PM »


       Tongue ตำรายาข้างบนนี้  มาจากวิหารใหญ่  เขาก็ไม่ได้บอกว่า  พ่อต้นฯ ท่านให้ หรือ "พระบารมี" เปิดให้  ซึ่งถ้าอยากรู้จริง ๆ ละก้อ  ต้องเดินทางไปวิหารใหญ่  กล้าไปหรือเปล่า

       เวลานี้เป็นเวลาที่นายกอภิสิทธิ์ กำลังทำลายชาติ  ทำลายประชาชน  หากจะเดินทางไปวิหารใหญ่  ถ้าไปด้วยรถส่วนตัวละก้อ  ต้องคิดคำนวณดูว่า ค่าน้ำมันเท่าไหร่  ไปถึงแล้วถ้าโง่ตามคำชักชวนของ อาจารย์  ก็จะต้องเสียเงินอีกเท่าไหร่  แล้วเมื่อเสร็จจากพิธีกรรมเหล่านั้น  สำคัญว่าเราจะได้อะไรมาบ้าง  รู้สึกว่าจะไม่ได้อะไรติดมือมา  นอกจากองค์พระธรรมติดหัวติดตัวมาไม่กี่องค์เท่านั้นแหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 09:38:24 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2009, 11:29:47 AM »

 Angry Embarrassed "อายุบวร"

      Angry  lovelove เอ้ย รักจริงอะป่าว จึงกล้าเข้ามาท้าทาย ในเว็บนี้  เว็บนี้เป็นเว็บสายสัญญา  จะต้องบอกด้วยหรือว่า  ตำรายา องค์พระธรรม  ตัวดับล้าง เอามาจากที่ไหน  ซึ่งผู้ที่นำเอาตำรายานี้มาเขียนเอาไว้ในสมุดดับล้าง  เขาก็ไม่ได้บอกว่าเป็นตำรายาของใคร  แล้วเราจะต้องไป "เสือก" รู้ว่า เป็นของใคร  ใช้สมองคิดไตร่ตรองเอาก็แล้วกัน

       Azn ซึ่งถ้าเข้ามาท้าอาจารย์ประหยัด  ว่ากล้าไปวิหารใหญ่หรือเปล่า  ก็ขอบอกว่าไปมาหลายครั้งแล้ว  ครั้งสุดท้ายไปกับคุณลูกหมู  ในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2552 นี้ จะมีลูกศิษย์ พาอาจารย์ประหยัด ไปวิหารใหญ่อีก  เนื่องจากรู้ว่าไม่ได้อะไร  ก็คิดว่าไม่ไปดีกว่า  สงสารที่ลูกศิษย์จะเสียเงินค่าน้ำมัน ค่าโรงแรม

       งานวิหาร อ.บุญมา ปี พ.ศ.๒๕๕๒  ในวันที่ 11-13 ที่หนองโดน ลำปลายมาศ ซึ่งจะแวะไปที่วิหารใหญ่  เพื่อไปเคารพศพของพ่อต้นฯ หรือไปปราสาทเขาพนมรุ้ง เป็นผลพลอยได้ที่จะสามารถไปเยี่ยมชมได้  อาจารย์ประหยัดไปนั้นไม่ต้องเสียเงินค่าน้ำมันรถ  เพราะมีลูกศิษย์เขาบริการให้ ถ้าไปก็ไปนอนค้างคืน ก็ลูกศิษย์ออกค่าโรงแรมให้  ซึ่งค่าโรงแรมที่ อ.นางรอง นั้นถูกมาก  ราคาตั้งแต่ ๑๐๐-๓๐๐ บาทเท่านั้นเอง

       Wink การไปวิหารของอาจารย์บุญมา  ซึ่งสร้างใหญ่โตกว่า "วิหารใหญ่"  มิใช่ไปเพื่อให้ อ.บุญมา ประจุองค์พระธรรมให้ไม่กี่องค์  ซึ่งคนละดับกระจ๊อกอย่างคุณ lovelove นั้น  ไม่มีเงิน  ไปวิหารใหญ่ก็จะไม่ได้อะเลยเลย  แต่สำหรับอาจารย์ประหยัด นั้นมีเงิน  ก็มีบรรดาอาจารย์มาประจุองค์พระธรรมให้ ๔ ท่าน  ซึ่งอาจารย์วิหารใหญ่นั้นเขามองคนไปเขาก็รู้ว่าควรจะเขียนให้คนมีเงินหรือคนจนอย่าง lovelove
 
       Grin การไปวิหาร อ.บุญมา นั้น  ไม่ใช่ประสงค์ที่จะไปรับประจุองค์พระธรรม  ไปเพื่อศึกษาว่าทำไมคนจึงมีความเชื่อศรัทธา ในตัวอาจารย์บุญมา  บรรดาอาจารย์บ้านนอกแต่เปี่ยมไปด้วย "บารมี" นั้นเขาปฏิบัติตัวยังไง เมื่อเราถามพวกเขาในขณะที่เชิญเขามาประจุองค์พระธรรมให้  ก็จะได้ความรู้มากมายจากบรรดาอาจารย์เหล่านี้  คนที่ไร้สมองเหมือนไส้เดือน ก็จะไม่รู้จักว่า ใครบ้างที่เป็นอาจารย์มาจากต่างจังหวัด  ซึ่งเราสามารถเข้าไปคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

       ไม่จำเป็นที่จะไปหวังเอาองค์พระธรรมจากอาจารย์บุญมา หรือจากอาจารย์ที่วิหารใหญ่  เพราะ อาจารย์ประหยัด นั้น  แจก VCD ที่เต็มไปด้วยองค์พระธรรม ๕๐๐ กว่าองค์ ให้ฟรี ๆ แก่บรรดาลูกศิษย์อยู่แล้ว  แต่ต้องเป็น VCD รุ่นล่าสุดนะ  ประการสำคัญก็คือ อาจารย์ประหยัด นั้นเป็น อาจารย์สายสัญญา ที่โด่งดังในท่ามกลางอาจารย์สายสัญญาที่พอจะมีบารมีอยู่ที่ วิหารใหญ่ หรือ วิหารอาจารย์บุญมา อยู่แล้ว

       ลูกศิษย์ที่จะพาอาจารย์ประหยัดไปนั้น  คือ อาจารย์เล้ง อาจารย์กวง  ผู้ซึ่งศรัทธาในตัวอาจารย์ประหยัด  ขนาดที่ว่าขับรถขึ้นไปที่เชียงใหม่เพื่อไปให้อาจารย์ประหยัด ประจุ องค์พระธรรมให้  แล้วแค่ไปวิหารอาจารย์บุญมา 300-444 ก.ม. มันเรื่องเล็ก  ในขณะที่ไปกับอาจารย์ประหยัด นั้น  เวลากลับโรงแรมก็จะได้รับการประจุองค์พระธรรมอย่างเต็มที่  ซึ่ง อ.เล้ง อ.กวง นั้นจะรับการประจุองค์พระธรรม จาก อาจารย์โหน่ง และอาจารย์ประหยัดเท่านั้น  ส่วนอาจารย์ระดับกระจ๊อก หรือศิษย์สายสัญญา ระดับกิ๊กก๊อก นั้น  แม้แต่ อ.เล็ก...หนองจอก  เขาก็ไม่ให้บรรจุองค์พระธรรมให้

       Grin Grin สรุปแล้วการไปวิหารอาจารย์บุญมานั้น  ไม่ใช่ไปเพื่อที่จะเอาองค์พระธรรมแต่อย่างเดียว ไปเพื่อศึกษาหลาย ๆ ด้านของ บรรดา อาจารย์สายสัญญา  เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไข ในการที่จะปฏิบัติธรรมในสายสัญญาให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 03, 2010, 09:25:11 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2011, 10:34:51 AM »

"อายุบวร"  ความไม่เป็นโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ตำรายาอายุวรรณชนะ  (รักษาโรคทุกชนิด)
ของสายสัญญา

๑.  ขมิ้น         ๑  กก.
๒.  ข่า         ๑  กก.
๓.  ขิง          ๑  กก.
๔.  บรเพชร      ๑  กก.
๕.  แก่นทุ่มกา      ๑  กก.
๖.  แก่นขี้เหล็ก      ๑  กก.
๗.  แก่นมะเกลือ    ๑  กก.
๘.  น้ำตาลทรายแดง   ๕  กก.

      ทั้งหมดตากแห้ง (หรือหมาดๆ)
      -เอาเครื่องยาทั้งหมดห่อผ้าขาว
      -น้ำตาลทรายต้มกับน้ำ ใส่ห่อยาลงไปพอให้น้ำท่วมห่อยา
      -ทิ้งเอาไว้ให้เย็น  ใส่น้ำยาลงไปในตุ่ม-ไห เอาผ้าขาวมัดปากไหเอาไว้
      -ทิ้งเอาไว้ ๑๕-๖๐ วันแล้วจึงค่อยเอามารับประทาน
          ทำได้ ๓ ครั้ง  ครั้งที่ ๒ ลดน้ำตาลลงเหลือ ๔ กก. ครั้งที่ ๓ เหลือ ๓ กก. ครั้งที่ ๔ เหลือ ๒ กก.

 Grin ตำรายานี้มีศิษย์เอกอาจารย์จากวิหารใหญ่มอบมาให้อีกทีหนึ่ง  อาจารย์ประหยัดนั้นยังไม่ได้ทำ เพราะว่าตัวยาเหล่านี้หาซื้อได้ยากมากในเชียงใหม่  แต่ในกรุึงเทพฯ นั้นน่าจะหาซื้อได้หมด  ตัวยาที่หายากที่สุดก็คือ "แก่นทุ่มกา" ถ้าหาในกรุงเทพฯ ไม่ได้ ก็จะต้องไปหาซื้อที่บุรีรัมย์
    Cry ตำรายานี้น่าจะดัดแปลงมาจากพระธุดงค์  ซึ่งในพระไตรปิฎกนั้น พระท่านนำลูกมะขามป้อม ลูกบ่านะ ไม่รู้ว่าภาษาไทยเขาเรียกบ่านะว่าอะไร น่าจะสมอ หมักกับน้ำฉี่เป็นยารักษาโรค  ซึ่งป้าเช็งผู้โด่งดังในเรื่องน้ำหมักก็ไปเรียนรู้มาจากพระอีกทีหนึ่ง ก็ได้มาทำน้ำหมักจากผลไม้ต่าง ๆ เช่น ลิ้นจี่ สมอ มะขามป้อม ลูกยอ ลำไย และ บรเพชร ซึ่งจะต้องหมักอย่างน้อย ๖ เดือน จึงได้จะเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ  ยิ่งเก็บไว้นานก็ยิ่งดี จะมีคุณภาพในการรักษาโรคได้ดีขึ้น
    Lips Sealed ทีแรกก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนึก ก็ประมาณ ตอนที่ทอดผ้าป่านี่แหละ ไปกินข้าวซอยที่ร้านข้าวซอยลำดวน ปรากฎว่าคุณติ๋มเจ้าของร้านเขาหมักเอาไว้เกือบ ๔๐ ถังแล้ว  เมื่อเห็นว่าคุณติ๋มาเขาทำจริง ลำไยบนต้นนั้นก็เลยขึ้นไปฝากเขาประมาณ ๕๐ กก. เพื่อให้คุณติ๋มหมัก  แต่คุณภาพของที่คุณติ่มหมักนั้นยังไม่ได้ที่พอ คือจะต้องหมักเกินกว่า ๖ เดือน จึงค่อยเอามากินเพื่อทดสอบว่าคุณภาพนั้นช่วยรักษาโรคได้จริงไม๊  แต่คนที่เขาหมักไปก่อนเรานั้นเขาทดสอบแล้วได้ผลแล้ว มาออกรายการทีวีของป้าเช็งเยอะแยะไป ก็าไม่ลองก็ไม่รู้
    Cry การเรียนรู้ในสายสัญญาก็เหมือนกับน้ำหมักของป้าเช็งนั่นแหละ  เมื่อถึงจุดหนึ่้งน้ำหมักของป้าเช็งก็จะใช้ดื่มเป็นยาช่วยป้องกันโรค รักษาโรค แม้แต่โรคมะเร็งนั้นก็สามารถป้องกันได้ และหากเป็นขั้นต้นก็รักษาให้หายได้  ซึ่งสายสัญญานั้นเมื่อปฏิบัติก็จะได้หลาย ๆ อย่างมากกว่าน้ำหมักป้าเช็งเสียอีก  แต่ไม่ได้กำหนดเอาไว้ว่า ๔ เดือนก็กินได้แล้ว สายสัญญานั้นจะช้าหรือเร็วมันอยู่ที่ "กุศลมูลเดิม" ไม่มีกุศลมูลเดิม ปฏิบัติไป ๑๐ ปีก็ได้แค่นั้นแหละ หากมีสายสัญญามาจากอดีตชาติ แค่ ๓-๖ เดือน ก็จะรู้ผลแล้ว  พวกคนจีนเขาทำน้ำหมักแล้วก็ทำเป็นซองมาขายเรียกว่าเอ็นไซด์  เวลานี้เข้ามาโฆษณาขายในเว็บกันเกร่อไปหมด  ผู้ที่ซื้อไปรับประทานนั้นได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง  ราคานี้แพงมาก ซึ่งหากใครที่จะหมักเอ็นไซด์เหล่านี้กินเอง ก็๋ลงทุนไม่มาก อยากเรียนรู้ก็ไปเป็ดเว็บของป้าเช็งเอาเอง  ทำในสิ่งที่มองเห็นของป้าเช็งไปก่อน แล้วค่อยมาทำสิ่งที่มองไม่เห็นของ "สายสัญญา-ประยักต์" ทีหลังก็ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2011, 09:49:13 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2011, 10:05:23 AM »

"อายุบวร"
    Grin ก่อนที่จะมีการสั่งการฆ่าพวกเสื้อแดง  น้องสาวได้โทรไปหา อาจารย์ประหยัด ขอให้ไปรักษาให้สามีน้องจิ่ม ซึ่งก็เป็นคุณหมอที่เกษียณแล้ว  แต่ต้องจิ๋มนั้นยังทำงานเป็นหมอฟันอยู่  น้่องสาวก็ให้เบอร์โทรน้องจิ๋มโทรมาคุยด้วย เล่าเรื่องเกี่ยวกับสามีไปติดแม่บ้านที่หัวหิน ก็เป็นแม่บ้านที่ดูแลคอนโดให้นั่นแหละ  ก็เร่งให้ไปโดยด่วน ซึ่งถ้าไปเดี๊ยวนี้ค่าเครื่องบิน แอร์เอเชียก็ ๓,๖๐๐.-บาท ก็บอกว่าให้ไปเที่ยว ๒ ทุ่มดีกว่า ไม่ต้องรีบร้อน ๒,๖๐๐.-บาท เท่านั้น  เธอก็ไม่ยอม ให้ไปเดี๋ยวนี้แหละ ก็เลยไปด่วน ซึ่งหากค่าเครื่องห้าพันบาทหล่อนก็คงจะยอมจ่าย  เมื่อไปถึงนั้น ก็ให้สามีมาประจุองค์พระธรรมรอบแรกก่อน แล้วเมื่อรับประทานอาหารค่ำเสร็จก็ประจุอีก  รุ่งเ้ช้าขึ้นอีกวันก็ประจุองค์พระธรรมอีก ตอนบ่ายก็บินกลับ เมื่ออาจารย์ประหยัดกลับไปแล้ว สามีของน้องจิ๋มก็ไม่ไปคอนโดที่หัวหินอีก  ถ้าจะไปก็จะเอาน้องจิ๋มไปด้วย
    Angry คุณหมอนั้นเป็นมะเร็งเริ่มแรก  ท่านก็ทำวัคซีนกินเอง และก็กินมาเรื่อย ๆ มะเร็งก็ไม่แสดงอาการอะไรอีก  ซึ่งคุณหมอก็น่าจะเป็นคนประเภทที่ว่าเห็นแก่ตัว  แกจะไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่วัคซีนของแกให้คนอื่นเลย ก็แนะนำคุณหมอให้สร้างบารมี เอาวัคซีนไปช่วยเหลือคนอื่นที่เป็นมะเร็งบ้าง แต่ท่านจะทำหรือไม่ก็ไม่รู้  มาไม่กี่วันนี้ก็ได้พูดถึงน้ำหมักของป้าเช็ง ซึ่งน้องสาวบอกว่าเขาทำไม่ค่อยสะัอาด แต่ของพวกสมุนของ จำลอง นั้นทำสะอาดดี  ซึ่งที่น้องสาวรู้ก็เพราะว่า ทางโน้นเขาขอให้เอาหญ้าหวานไปส่งให้เขา เมื่อมาพูดถึงวัคซีนของคุณหมอ น้องสาวก็บอกว่า วัคซีนที่ไหน มันก็ประเภทของหมักเหมือนป้าเช็งนั่นแหละ แต่เขาทำในห้องแล๊ปซึ่งปลอดจากเชื้อโรคในอากาศ  ซึ่งตอนที่สนทนาเรื่องวัคซีนกับคุณหมอนั้น ก็ไม่ได้ถามว่าท่านทำวัคซีนยังไง
    Angry ก็กลับไปประจุองค์พระธรรมให้คุณหมออีกครั้งหนึ่ง  ครั้งนี้ก็ไปประจุองค์พระธรรมให้กับเพื่อนคุณหมอ ซึ่งคุณจิ๋มนั้นเขาไปเล่าเรื่องให้เพื่อนของเขาฟัง ก็ได้ไปแก้ไขที่ร้านและประจุองค์พระธรรมให้ เพื่อนของน้องจิ๋มก็เลยต้องออกค่าเครื่องบินให้ ในครั้งหลัง ๆ นั้นเมื่อสามีหายแล้ว ก็ใช้วิธีโทรไปบอกน้องสาวว่า ถ้่าอาจารย์ประหยัดไปกรุงเทพฯ ก็ให้ไปแวะที่บ้านนะ คือให้ไปนอนที่บ้าน ซึ่งห้องนอนนั้นดีกว่าโรงแรมเสียอีก แต่มันอยู่ในซอยทองหล่อ เข้ายากออกยาก ไกล ก็นอนโรงแรมเสียเงินดีกว่า ไปไหนมากลับดึกก็ไม่ต้องเกรงใจใคร ก็แปลกนะบ้านญาติเขาให้นอนฟรี แต่ไม่นอน ไปนอนโรงแรมให้เสียเงิน ที่เป็นญาติก็เพราะว่าคุณแม่ของน้องจิ่มนั้นเป็นน้องสาวของคุณแม่อาจารย์ประหยัด มีสามีเป็นอดีตผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง ห้องนอนที่อาจารย์ประหยัดนอนนั้น เปิดแอร์ได้ตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ไม่เสียเงิน ใช้ไฟฟรีกันทั้งบ้าน
บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 08, 2011, 09:54:30 AM »

"อายุบวร"
    Sad การทำวัคซีน หรือทำเอ็นไซด์ต่างๆ นั้น ก็คือการทำน้ำหมักของ "ป้าเช็ง" นั่นเอง  ซึ่งป้าเช็งแกไปเรียนรู้มาจากพระ แล้วพระท่านก็เอามาจากพระไตรปิฎก  ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้น การรักษาคนป่วยยังไม่มียา ต้องใช้สมุนไพรต่าง ๆ ซึ่ง พระท่านก็ใช้ลูกมะขามป้อม ลูกสมอ หมักกับฉี่ของตนเอง แล้วก็รับประทานเป็นยารักษาโรค
    Sad ป้าเช็งนั้นแกหมักพืชผัก ผลไม้ มานานกว่า ๒๐ ปี แล้ว  ผลไม้ทุกอย่างนั้นเอามาหมักทำเป็นยารักษาโรค เพิ่มพลังให้กับร่างกายได้  ถ้าเป็นมะขามป้อม ลูกสมอ ลิ้นจี่ ลูกยอ บรเพชร ลำไย เหล่านี้เป็นตัวยาสมุนไพรทั้งนั้น  ซึ่งในการหมักของป้าเช็งนั้น ใช้สูตร น้ำ ๕ ลิตร น้ำตาลทรายแดง ๑ กก. ผลไม้ ๓ กก. ผสมกัน ไม่ต้องต้ม หมักเอาไว้ ๔ เดือนถึงจะใช้ได้ หากใครต้องการที่จะรู้สูตรหมักของป้าเช็ง ก็ไปเปิดดูช่องจานดาวเทียม Supper cheng ได้  ซึ่ง ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้น ป้าเช็งแกสอนให้คนไทยหมักน้ำหมักเป็นยา  มีคนหมักไปแล้วน่าจะ ๓๐ ล้านคน  มะขามป้อมแต่ก่อนนั้น กก.ละ ๕ บาท เวลานี้ กก.ละ ๓๐-๔๐ บาท แล้วยังขาดตลาดด้วย ลูกโตไม่ทัน
    Cry ในการรักษาโรคหลาย ๆ โรคนั้น น้ำหมักของป้าเช็ง จะรักษาได้เร็วกว่า องค์พระธรรม  ซึ่งก็มีอยู่มากมายหลายโรคที่องค์พระธรรมไม่สามารถลงไปรักษาได้  แล้วก็มีอยู่มากมายหลายโรคที่น้ำหมักของป้าเช็งไม่สามารถรักษาให้หายได้เหมือนกัน เช่นโรคผีเข้า มารแทรก ถูกคุณไสย และองค์พระธรรมก็ไม่สามารถรักษาโรคผิวหนัง โรคปวดตามข้อ ฯลฯ ได้  หากรู้จักใช้ความรู้ที่ได้เรียนมาให้ถูกต้อง ก็จะมีประโยชน์เป็นอันมาก ไม่ใช่้เอามีดปอกผลไม้ไปตัดฟืน หรือเอามีดตัดฟืนมาปอกผลไม้ มันก็ใช้ได้ แต่คนโง่เท่านั้นที่ใช้  โรคที่น้ำหมักป้าเช็งรักษาไม่ได้เลยก็คือ "โรคดีแต่พูด" หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคปากหมา ซึ่งโรคเหล่านี้ระบาดหนักในพรรคประธาธิปัตต์  เพราะว่าผู้ที่แพร่เชื้อนั้นก็คือนายอภิสัตว์นั่นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2011, 10:18:52 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: