"อายุบวร"วันจันทร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

อดีตนายกทักษิณ ท่านสอนพวกกลุ่มเสื้อแดงว่า ในการเดินทางไปต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น ในขณะที่เดินทางไปเจอสุนักข์มันเห่า ก็อย่าไปเสียเวลาไปไล่ตีสุนักข์ จนกว่าจะไปถึงจุดหมาย แล้วทำจุดมุ่งหมายให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยกลับมาจัดการกับหมาตัวนั้น

มันเหมือนกับการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายของ อ.ประหยัด มาก ในชีวิตการทำงานธนาคาร ๑๒ ปีนั้น เนื่องจากไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอันแน่นอน ที่ไปทำงานธนาคารนั้นก็เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ ที่ไปฝากเข้าทำงาน แล้วก็ไม่มีจุดมุ่งหมายว่า เมื่อทำงานไปแล้วจะต้องได้เป็นผู้จัดการ เป็นผู้จัดการเขต เพราะฉะนั้นในบางครั้งที่ถูก ผู้จัดการกลั่นแกล้ง ก็จะต้องแก้คืนพวกมันให้ได้ ไม่ยอมที่จะ “ยอมงอ แต่ไม่ยอมหัก” คือ “ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ” ก็ทำให้เสียเวลากับพวกบรรดาผู้จัดการ ระดับ “ชเลีย” เหล่านี้ไปเกือบ ทุกสาขา ที่ได้ถูกย้ายให้ไปอยู่ มันก็เป็นบทเรียนในชีวิตที่สามารถจะนำมาพูดสั่งสอนให้คนหลาย ๆ คนทราบ แล้วแต่ว่าจะยอมเป็น “เบ๊” ของเขา เพื่อในอนาคตนั้นก็จะได้ก้าวไปสู่ตำแหน่งอันใหญ่โต ถึงแม้จะทำตัวเป็นคนไม่มีศักดิ์ศรีก็ตาม

แต่ในที่สุดก็ได้ถึงจุดหมายที่ไม่คิดว่าจะมาถึง แต่มันมิใช่ตำแหน่ง “ผู้จัดการธนาคาร” หรือ ตำแหน่ง ผู้จัดการภาค หรือผู้จัดการฝ่าย แต่เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้อยู่ในความคิด ในตำแหน่ง ที่ได้นั้นก็คือ “สายสัญญา-ประยุกต์” ซึ่งในขณะที่เรียนไปนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องไปทะเลาะกับใคร แต่สามารถนำผู้ที่เคยทำให้ตัวเราเดือดร้อน จากการข่มเหง ความไม่ยุติธรรมของพวกเขา มาเป็นเครื่องทดลองในการสั่งสมบารมีของเราได้ ซึ่งไม่มี อาจารย์ผู้ใด มาสั่งสอน ได้ผลเป็นส่วนมาก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เคสไหนที่ทำแล้ว ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เก็บเอาไว้ก่อน เพื่อว่าเมื่อระดับบารมีสูงขึ้นไป ก็นำกลับมามาทดลองใหม่ ก็ทำเหมือนกับการเรียน ชีววิทยา ซึ่งจะต้องไปซื้อกบมีชีวิต มาลอกหนังแล้วผ่าท้องทั้งเป็น ๆ นั่นแหละ ซึ่งถ้าเรียนเป็น “หมอ” นั้น คงจะเอาคนเป็น ๆ มาชำแหละไม่ได้ ก็ต้องเอาคนที่ตายแล้วที่เรียกว่า “อาจารย์ใหญ่” มาชำแหละแทน

ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นสูงสุดในสายสัญญาที่เรียกว่า
“ชุบสังขาร ชุบวิญญาณ” ก็ตาม ก็ทำตามคำพูดของอดีตนายกทักษิณ ได้ เอาวิทยายุทธ์ สายสัญญานั้น กลับไปตี “สุนักข์” ที่เคย “เห่า” และ “กัด” เราในสมัยเมื่อยังเป็น
“เบ้” ของธนาคาร หรือเรียกอย่างเต็มยศว่า
“หมาล่าเนื้อ” หรือ “ขี้ข้าของธนาคาร” ซึ่งถ้าถามว่าได้ผลไหม ตอบได้ว่า ๙๙ % มีน้อยมากแทบว่าจะไม่มี ที่จะรอดมืออาจารย์ประหยัดไปได้ ตามที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนเอาไว้ว่า
“เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” ธรรมะ ง่าย ๆ แบบนี้ ทำไม อาจารย์ประหยัด จะไม่รู้ แต่ทำไมพวกนี้จึงไม่ใช้ธรรมะในข้อที่ว่า
“เมตตาธรรม” กับเรา หรือน่าจะรู้ว่า
“กรรมใดใครก่อกรรมนั้นต้องตอบสนอง” เมื่อคิดว่าตัวเองมีอำนาจ จะกลั่นแกล้งใครก็ได้ โดยไม่กลัวถึงบาปกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลา อาจารย์ประหยัด มานั่งตำแหน่งใน “ฝ่ายปราบมาร” เมื่อได้ดำเนินการกับ “โลกทิพย์” ได้ผล จึงได้นำวิชาเหล่านี้ มาตอบสนอง บรรดา ผู้จัดการ ทั้งหลาย ที่เคยกลั่นแกล้งเรามา เหมือนกับที่นายกทักษิณว่า ค่อยกลับมาไล่ตีพวกหมาเหล่านี้ทีหลัง เมื่อเขาทำร้ายเราไม่ผิด แล้วเราไปตอบสนองเขา เราก็ไม่ผิดเหมือนกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ “บาป” ที่พวกเขาเคยทำไว้กับเรามาตอบสนอง อาจารย์ประหยัด ก็จะตอบสนองพวกเขาเอง ในเมื่อเราได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฝ่ายปราบมาร ไม่ว่ามารภายใน หรือ “มารภายนอก” จะเป็นสังขารมาร วิญญาณมาร ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ

ไม่เคยคิดสงสารพวกผู้คนเหล่านั้นที่เคยทำ “กรรม” กับเราเอาไว้เลย ถือว่าพวกเขาเป็นหนูทดลองยาวิชาของสายเทพก็แล้วกัน วิชาเหล่านี้เป็นวิชาส่วนตัว
ไม่ได้ห้ามมิให้ลอกเลียนแบบ แม้จะไปเอา ดร.ที่จบต่างประเทศมาเรียนรู้ ก็จะไม่สามารถที่จะทำได้เหมือนกับ อาจารย์ประหยัด เป็นวิชาที่สายสัญญาบอกว่า
“ลึกแลบ” ซึ่งคำว่าลึกแลบนี้ เมื่อก่อนก็ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่เวลานี้ก็รู้ความหมายนี้เป็นอย่างดีแล้ว

ในการเรียนสาย “วิญญาณศาสตร์” นี้ จะไม่ได้รับปริญญาใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะยังไม่มี อาจารย์ ที่เป็นมนุษย์คนใด มาสมมุติว่า ทำได้ถึงระดับนั้นระดับนี้ จะได้ ปริญญาตรี –โท ซึ่งในระดับสุดท้ายที่ อาจารย์ประหยัด กำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่นั้น ถ้าผ่านเมื่อใด จะไม่มีใครรู้นอกจากตัวเองเท่านั้นแหละ ไม่ใช่เป็นการเรียน ป.โท ป.เอก น่าจะเป็นการเรียน ว.โท ว.เอก มากกว่า

ในมหาวิทยาลัย
“วิญญาณศาสตร์” นั้น การเรียนจะไม่มีกำหนดเวลา ความสามารถในเมืองมนุษย์นั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้กับวิชา “เทพ” ซึ่งมนุษย์นั้นไม่เชื่อยังไม่พอกลับมาลบหลู่เสียอีก ดร.จำรูญ ไชยลังการณ์ เป็นอำมพฤกษ์ เดินได้แต่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ในสมัยนั้นยังอยู่ในขั้นที่มีแต่ความ “หยาก” ก็ได้ไปตามหาท่าน ขอรักษาให้ แต่ท่านไม่รับ บอกว่าจะไปถาม “พระเจ้า” ของท่านเสียก่อน ปัจจุบันนี้ ดร.จำรูญ ท่านก็ได้ไปเฝ้าพระอยู่กับพระเจ้าของท่านแล้ว เวลาผ่านมานานพอสมควร เวลานี้ถ้าเราเบื่อในการปราบมาร แต่จะเปลี่ยนมาเป็นฝ่าย “รักษา” นั้น ก็จะไม่ค่อยไปรักษาใคร เพราะว่าเมื่อได้ถาม “องค์บารมี” แล้ว ท่านจะไม่ค่อยยอมให้ไปรักษาใคร ถ้าถามว่าทำไม ก็จะไม่ตอบเพราะว่าคำตอบนี้ยาวมาก ก็แล้วแต่ “กรรม” ที่พวกเขาทำมานั่นแหละ ซึ่งถ้าเราเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ของพวกเขานั้น รู้สึกว่าเมื่อ ทำไปนั้น ก็จะตอบสนองได้ผลดีมาก แต่น่าเสียดายที่พวก
“ผู้จัดการหน้าโง่” เหล่านั้น มันไม่รู้ไม่ทราบว่า ที่พวกเขาโดนกระทำต่าง ๆ นั้น เกิดจากกรรมที่ได้ทำเอาไว้กับ อาจารย์ประหยัด

ซึ่งที่ได้เขียนเล่ามานั้น ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะได้มายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ ไม่ได้ผูกอาฆาตพยาบาทแต่อย่างใด แต่ในเมื่อได้บารมีในด้านนี้ ก็ถือว่าเป็นการทดลองวิชาเท่านั้นเอง ส่วนกรรมที่พวกคุณจะได้รับนั้น มันเกิดจากการสร้าง “กรรม” เองทั้งสิ้น การแก้ไขนั้นก็ไม่อยาก อย่าทำชั่ว อย่าไปทำกรรมให้กับมนุษย์คนใด แค่นี้ก็จะอยู่อย่างเป็นสุข ประเทศไทยก็จะไม่มีความเดือดร้อนอย่างปัจจุบันนี้
“มาร” ทั้งหลาย ที่กำลังทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนนั้น เมื่อถึงกำหนดเวลา พวกเขาก็จะได้รับกรรมตามสนอง น่าจะเป็นเวลาในไม่ช้านี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีใครมาปราบพวกท่าน ก็พยายามสร้างกรรมเอาไว้ให้มาก เพื่อที่ว่าสังขารนั้นจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่