หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ***"CASINO ปอยเปต1"  (อ่าน 2233 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 05, 2008, 05:14:04 PM »

   "อายุบวร"

      Shocked ความจริงเรื่องนี้ได้ลงในเว็บของนายกบแก่ นายธนากร และเว็บของนายก๊อปแก๊ป มาแล้ว  ซึ่งคนที่คิดว่าเอาเรื่องเก่ามาเล่านั้นไม่มีประโยชน์  แต่เรื่องการไปโปรดญาติที่ปอยเปตนั้น  ถ้าได้อ่านแล้วเข้าใจ ก็จะรู้ว่าเป็นบทเรียนอย่างดีให้แก่ลูกศิษย์ เมื่ออ่านแล้วไม่รู้เรื่อง  จึงได้เกิดกบแก่ขึ้นมาถึง ๓ ตัว  ก็ยังจะต้องเอามาลงเป็นอุทธาหรณ์สอนศิษย์สายสัญญา-ประยุกต์อีกต่อไป

        <<<>>> ทำไม ? จึงไป “POIPET CASINO” <<<>>>

      Wink    คุณณัชชา  เบญจาทิกุล  โทร. 06-3989-9XX  ไป “เปิดพระโอษฐ์” กับอาจารย์ประหยัดที่  Siam Palace Tel. (662) 271-1192  ปลายเดือน พฤษภาคม  องค์บารมีของ คุณณัชชา นั้นเป็นองค์ “พระแม่มหากาลี”  ซึ่งเวลานี้ถ้าร่างปฏิบัติก็คงจะดังไปทั่วกรุงเทพฯ แล้ว  อาจจะดังกว่า อ.สุชาติ ร่างทรง Top Ten เสียอีก  การดำเนินชีวิตคงจะผลิกผันอย่างทันตาเห็น  ซึ่งถ้าคุณณัชชาไม่เข้าใจในเรื่องเทพ  แล้วเมื่อไม่เข้าใจก็ไม่ศรัทธา  ก็จะทิ้งขว้างไปไม่ยอมปฏิบัติ  ซึ่งถ้าอาจารย์ประหยัดถามแกก็ตอบว่าปฏิบัติ  เปรียบไปก็เหมือนทศกัณฐ์ที่ได้นางสีดามาก็หาได้มีประโยชน์อันใดกับตัวเองเลย

      Cheesy    คุณณัชชา ชวนอาจารย์ประหยัดไปทำพิธีให้กับเจ้าของ Casino  คุณณัชชา  เรียกขานเจ้าของ Casino ว่า ดร.  แต่เนื่องจากว่าในสายสัญญานั้นไม่มีองค์พระธรรมในเรื่องเกี่ยวกับบ่อนไพ่  อาจารย์ประหยัดจึงได้ปฏิเสธไป ซึ่งเมื่อกลับไปบ้านก็ได้ไปนั่งถามองค์ว่า  เรื่องบ่อนนั้นอาจารย์ประหยัดจะช่วยได้ไหม ?  ท่านก็บอกว่าอาจารย์ประหยัดช่วยได้  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยยังไงก็เลยต้องเงียบไป

       ต้นเดือน มิถุนายน 2547 ลูกศิษย์ที่ จังหวัดนราธิวาส  คุณชาญยุทธ  ได้โทรไปหา บอกว่า “เจ๊หลี” ภรรยา อาจารย์สุชาติ รัตนสุข  ลงหนังสือ  “ชีวิตต้องสู้”  EXCLUSIVE STORY อาจารย์ประหยัดก็รีบไปซื้อมาอ่าน  หาตั้งหลายร้านก็ไปเจอร้านแถว ๆ ศรีนครพิงค์  มีอยู่เล่มเดียว ส่วนมากแล้วลูกศิษย์ อ.สุชาติ จะพากันกว้านซื้อไปหมด  อาจารย์ประหยัดก็รีบโทรไปหาคุณณัชชาทันที ให้ไปซื้อ หนังสือชีวิตต้องสู้  เอาไปให้ ดร.อ่าน ปรากฏว่าเมื่อ ดร.อ่านท่านก็รู้จัก อ.สุชาติ ซึ่งเพื่อนของท่านคือ คุณเฉลิมพันธุ์ ศรีวิกรณ์ เจ้าของโรงแรมเพรสสิเดนท์ ได้สร้าง “พระนารายณ์ทรงสุบรรณ” ราคานั้นอาจารย์ประหยัดทราบมาก่อนแล้ว 2 ล้านบาท  แต่ปรากฎว่าโรงแรมนี้ได้เปลี่ยนมือไปแล้ว ซึ่งถ้า อ.สุชาติ แน่จริง โรงแรมนี้ต้องเจริญรุ่งเรืองและไม่เปลี่ยนมือเป็นแน่  ดร.บอกกับคุณณัชชาว่า อ.สุชาติ นั้นชอบหลอกขายองค์  ซึ่งท่านเป็นผู้ใหญ่ท่านก็ไม่พูดอะไรมาก

       ท่านก็บอกให้คุณณัชชาโทรไปติดต่ออาจารย์ประหยัด  ให้อาจารย์ประหยัดลงไปหาท่าน  คือท่านบอกว่าอาจารย์ประหยัดช่วยท่านได้  จะทำพิธีอะไรของอาจารย์ประหยัดท่านก็ให้ทำ อาจารย์ประหยัดก็ซื้อตั๋วเครื่องบินลงมากรุงเทพฯ  คุณณัชชาไปรับอาจารย์ประหยัดที่สนามบินไปบ้าน ดร.ที่ สุขุมวิท  ซอย ๕๙ ก่อนไปถึงนั้น  ดร.ท่านไปเททองหล่อพระประธาน  องค์ละ 2 แสนบาท 5 องค์  พอเสร็จท่านก็รีบกลับมาที่บ้านทันที ท่านกลับมาถึงก่อนที่อาจารย์ประหยัดจะไปถึงบ้านท่าน  เมื่อไปถึงก็นั่งคุยกับ ดร. ประมาณครึ่งชั่วโมง ดร.ก็พาอาจารย์ประหยัดขึ้นไปห้องพระ คุณณัชชา รออยู่ข้างนอก  อาจารย์ประหยัดก็ทำพิธีเชิญองค์ของ ดร.  ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 นาฑี  ดร.ท่านก็พูดภาษาเทพ  แต่พูดไม่ค่อยออก  เพราะว่าท่านถูกคุณไสย ซึ่งคนที่ถูกคุณไสยนั้นองค์บารมีจะลงไม่ได้ ดร.ก็นั่งอ๊วกอยู่ประมาณสิบกว่าครั้ง  เป็นน้ำลายเหนียว ๆ ออกมา  พอของออกหมด  ก็มีเสียงหัวเราะห้าว ๆ ออกมา  “เอ้อ ดี ๆ ๆ”  จากนั้นก็พูดเป็นภาษาเทพ สนทนาภาษาเทพไปสักครู่  อาจารย์ประหยัดก็พูดเป็นภาษาไทยว่า  อยากทราบพระนามของท่านว่าท่านเป็นใคร  ดร.ยกแขนขึ้นทั้งสองข้างเหมือนยังกับนักกล้าม  เปล่งวาจาออกมาเสียงดังว่า “ชัยวรมัน”  ซึ่งอาจารย์ประหยัดก็ไม่ได้ถามท่านว่า  เป็นพระเจ้าชัยวรมันองค์ที่เท่าไร ? พระเจ้าชัยวรมันตรัสสั่งให้อาจารย์ประหยัดช่วย ดร. ท่านบอกว่าอาจารย์ประหยัดเป็นคนเดียวที่จะช่วย ดร.ได้  พอท่านถอยออก  ดร.ก็หงายหลังลงนอนทันที ซึ่งเป็นการแสดงว่า ดร. ยังมีบารมีน้อยต้องเสริมด้วยองค์พระธรรมอีก  อาจารย์ประหยัดก็เอา ดร.นอนลงแล้วประจุองค์พระธรรมให้  เมื่อเขียนไปประมาณครึ่งชั่วโมง ดร.ก็ลุกขึ้นนั่งพิงฝา  ท่านบอกว่า หมดแรงเพลียมาก  การที่องค์ถอยแล้วร่างหงายหลังนั้นส่วนมากเป็นเพราะว่า  องค์ที่ประทับนั้นยังไม่อยู่ในระดับเทพ  ซึ่งลักษณะการถอยนั้นก็เหมือนกับ อาจารย์สุชาติ รัตนสุข  แต่เป็นที่น่าเสียดายองค์บารมีของ ดร. มาก  ถ้าท่านเป็นคนธรรมดา  อาจารย์ประหยัดจะจัดการท่านเหมือนกับที่จัดการคุณกบแก่นี่แหละ  ขนาดนายกบแก่ยังสามารถเสริมด้วยองค์พระธรรมจนกลายมาเป็นอาจารย์สายเทพได้

      Azn รุ่งขึ้นอีกวัน  คุณณัชชา ก็ไปรับอาจารย์ประหยัดไปบ้าน ดร.อีก  ก็ขึ้นไปต่อภาษาเทพ  ซึ่งเมื่อองค์ตรัสภาษาเทพเสร็จแล้วท่านก็ตรัสภาษาไทยออกมา  ท่านก็ย้ำคำเดิมก็คือให้อาจารย์ประหยัดช่วย ดร.  เมื่อองค์บารมีถอย  ดร.ก็หงายหลังลงนอนเหมือนเดิม หลังจากลงองค์พระธรรมเสร็จ  ก็มานั่งคุยกับ ดร.ที่ห้องอาหาร  คุยกันถึงพระรูปขององค์เทพ  ซึ่งอาจารย์ประหยัดออกความเห็นว่าควรจะนำองค์  “พระพรหม”  ไปตั้งไว้ที่ คาสิโน (ในที่สุด ดร.ก็หาไปตั้งเอาไว้จนได้) เท่านั้นแหละ  พระเจ้าชัยวรมันแทรกลงมาโดยไม่ต้องเชิญ ท่านตรัสว่า “เจ้าอยากได้ตาทิพย์ไม่ใช่หรือ ?” ให้ไปหาพระรูปของท่านเอามาตั้งที่บ่อน แล้วท่านจะให้ตาทิพย์แก่อาจารย์ประหยัด ท่านสั่งให้อาจารย์ประหยัดไปหามาท่านบอกว่าอาจารย์ประหยัดทำได้  แต่ในที่สุด คุณมนัส รอง M.D. POIPET RESORT = HOTEL &  CASINO Tel. 01-91105055, 01-911-9022 ก็ไปหามาได้ 2 องค์  “พระเจ้าชัยวรมัน” ไม่ใช่เป็นองค์บารมีประจำสังขารของ ดร.แต่เมื่อ ดร.ไปทำมาหากินที่เขมรท่านก็แทรกเข้ามายึดร่าง ดร. เอาไว้ก่อน  พระเจ้าชัยวรมันท่านนับถือ “พระนารายณ์”  ซึ่งเมื่ออาจารย์ประหยัดเปิดท่านออกมาโดยที่องค์ปู่นั้นเกี่ยวข้องกับพระนารายณ์ พระเจ้าชัยวรมันจึงแน่ใจว่าอาจารย์ประหยัดจะช่วย ดร.ได้ เพราะพระเจ้าชัยวรมันก็นับถือพระนารายณ์ตั้งแต่ท่านยังเป็นกษัตริย์ปกครองเขมร ความจริงนั้นองค์บารมีที่แท้จริงของ ดร.นั้นก็คือ  “ท่านท้าวมหาพรหม”  แต่ยังไม่ถึงเวลาที่ท่านจะลงประทับร่าง  เพราะ ดร.ท่านไม่ปฏิบัติตัวเลย มีแต่ว่าท่านจะกราบพระ  และพระรูปของเทพ  ที่ห้องพระทุกวัน  

      Angry องค์พระเจ้าชัยวรมันที่อยู่กับ ดร.นั้น  เวลาท่านลงประทับท่านจะลงเต็มองค์  ซึ่งเมื่อถอยออก ดร.ก็จะจำอะไรไม่ได้ ซึ่งการที่จำอะไรไม่ได้นั้นก็จะทำให้ร่างไม่ค่อยจะศรัทธา  เพราะไม่รู้ว่าในขณะที่องค์ลงประทับร่างนั้นได้พูดอะไรไปบ้าง แล้วก็ไม่มีพยานรู้เห็นในขณะที่องค์บารมีลงประทับ ซึ่งถ้า ดร.ถ่าย วีดีโอเอาไว้ดูก็จะรู้สึกทึ่ง และประหลาดใจมาก  ตัว ดร.เองนั้นไม่รู้ว่า พระเจ้าชัยวรมัน สั่งให้อาจารย์ประหยัดช่วยท่าน แล้วก็ไม่มีใครรู้เลยแม้แต่ตัวท่าน  ส่วนคุณณัชชานั้นอยู่นอกห้อง  คุณณัชชาก็กลัว เพราะ “พระเจ้าชัยวรมัน” ท่านพูดเสียงดังมาก  แต่ถ้ายังไม่ถึง “เวลา” ละก้อ  ยังไง ดร.ก็ไม่เชื่ออยู่ดี

       วันที่ 25 มิถุนายน 2547  อาจารย์ประหยัดก็ไป Poipet  กับคุณณัชชา   มีลูกสาวคุณณัชชาและพี่เลี้ยง  ส่วนอีกคนก็คือ “คุณกบแก่”  คุณณัชชาไปรับอาจารย์ประหยัดที่สนามบินโดยมีรถตู้ของบ่อนไปรับ จากนั้นก็ไปรับพี่ชายกับเพื่อนที่บ้าน  ก็วิ่งรถไปอรัญญประเทศ  ก่อนถึงบ่อน 3 ก.ม. รถก็จะไปเข้าสำนักงานของบ่อน  เพื่อเปลี่ยนรถและไปนั่งรอให้พนักงานเขียนใบผ่านด่านให้  หลังจากนั้นทางบริษัทก็จะให้ขึ้นรถอีกคันไปส่งที่ด่าน  ก็เข้าคิวเช็ค PASSPORT  เมื่อเดินข้ามไปฝั่งเขมร  ก็จะมีรถตู้ เบ๊นซ์ มารับไปส่งที่บ่อน จากด่านไปทีบ่อนก็ประมาณ 100 เมตร  

      Grin ทางราชการไทยคิดว่าตนเองฉลาด  คนประเภท  “กบอยู่ในกะลาครอบ”  ก็ได้เปลี่ยนจากการใช้ใบผ่านด่านเป็นการใช้ PASSPORT แทน   เพื่อป้องกันมิให้ข้าราชการข้ามไปเล่นการพนันที่ฝั่งปอยเปต  ก็พวกหน้าโง่ทั้งนั้นที่ไม่ยอมทำตัวเป็น “กบนอกกะลา” พวกคนแบบนี้มันจะรู้อาไร๊  มันยังไม่รู้ว่าตัวเองโง่ คนที่เขาจะเล่น เมื่อปอยเปตผ่านด่านยากพวกเขาก็ไปเล่นกันเสียที่ “มาเก๊า” หรือ “เกนติ้งปีนัง ก็ได้  เพราะความหน้าโง่ของข้าราชการไทย  จึงทำให้เกิดมีอาชีพใหม่ขึ้นมาอีกอาชีพหนึ่ง คืออาชีพพาคนไทยข้ามแดนไปเล่นไพ่โดยไม่ต้องใช้ Passport คนที่ไม่ต้องการให้ใครทราบว่าตัวเองไปเล่นไพ่  ก็ต้องใช้บริการนี้ เรื่องนี้อาจารย์ประหยัดรู้ดีพอสมควร  เพราะว่าอาจารย์ประหยัดพาลูกศิษย์ไปคนหนึ่ง  แล้วก็ใช้บริการนี้ จากนั้น 2-3  เดือน พวกที่พาเธอข้ามแดนเขาก็ไปหาอาจารย์ประหยัดที่บ้านเพื่อไป “เปิดพระโอษฐ์” เป็นอันว่าอาจารย์ประหยัดมีลูกศิษย์อาชีพพาคนข้ามแดนไปเล่นไพ่ 6-7 คน

     Cheesy เมื่ออาจารย์ประหยัดไปถึงบ่อน  ดร.ท่านก็นั่งรออยู่แล้ว  ท่านก็ให้ไปนั่งโต๊ะอาหาร VIP สั่งอาหารมาเลี้ยงอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นท่านก็พาอาจารย์ประหยัด คุณกบแก่ และคุณณัชชา  ขึ้นไปที่ห้องพระ ก็ไปลงองค์พระธรรมให้ ดร.และเชิญองค์ท่านลงประทับ  ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ  พระจ้าชัยวรมันก็มา  ท่านก็ตรัสให้อาจารย์ประหยัดช่วยเหลือ ดร.  แต่ครั้งนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยจะแข็งแรง จากนั้นอาจารย์ประหยัดก็เปิดภาษาเทพให้ คุณมนัส รอง M.D. ก็เปิดง่าย  องค์บารมีของคุณมนัสนั้นเป็น “พระเจ้าชัยวรมัน” เหมือนกัน  แต่เป็นปู่ขององค์ ดร. สามารถตรัสเป็นภาษาไทยได้  ก็ดีใจที่ได้เจอกับวิญญาณของกษัตริย์เขมรถึง 2 พระองค์  จากนั้นก็เปิดให้คุณเล็ก ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกห้องอาหาร และพนักงานอีกหลาย ๆ คน

     Cheesy ความจริงนั้นในสายสัญญาไม่มีองค์พระธรรม  สำหรับเขียนแล้วจะช่วยให้บ่อนดีขึ้น  ให้มีคนเข้ามากและได้กำไร หรือแม้แต่องค์บารมีที่เป็นเทพระดับใหญ่  ก็ไม่มีความสามารถที่จะช่วยได้ นอกจากการทำพิธีไสยาศาสตร์เท่านั้นเท่าที่ได้เคยเห็นมา ความคิดของอาจารย์ประหยัดก็คือ  มีทางเดียวเท่านั้นที่จะให้กิจการของบ่อนดีขึ้น  ก็จะต้อง “เสริมบารมี” ให้ ดร. และบริวารสูงขึ้น เมื่อบารมีร่างสูงขึ้น บารมีองค์ประจำสังขารก็สูงขึ้น  เมื่อองค์บารมีสูงขึ้นแสงที่เปล่งออกไปก็จะแผ่กว้างไพศาล  คนที่จะไปเล่นไพ่นั้น ทุกคนมีองค์กันทั้งนั้น เมื่อองค์ประจำสังขารเห็นแสงบารมีของ ดร. ก็จะสงสัย  พาร่างไปดู  ก็จะทำให้มีคนเข้าบ่อนมาก

       Wink แต่ก็เกิดความเข้าใจผิดขึ้นมากับพนักงานที่เป็น “เขมร”  พวกเขายังเป็นประเทศที่ไม่รู้เรื่องนี้สักเท่าใดนัก เมื่ออาจารย์ประหยัดเขียนองค์พระธรรมให้พวกเขา  แล้วเปิดพระโอษฐ์ให้พนักงานบางคนที่เห็นว่าจะไปได้  พวกเขากลับไปพูดให้ลูกค้าฟังว่า ทางบ่อนไปเชิญอาจารย์มาเพื่อทำพิธีให้ลูกค้าเสียเงิน  ซึ่งถ้าลูกค้าเสียเงินพวกเขาก็จะได้ค่า“ทิป” น้อย  ก็เป็นอันว่าไม่เอาพนักงานมาเขียนองค์พระธรรมอีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2011, 04:00:21 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2008, 05:25:34 PM »

       Winkคุณณัชชาเล่าให้ฟังว่า  ดร.ท้าให้ใครก็ได้ถ้าสามารถทำให้บ่อนกำไร 10 ล้านในวันเดียว  ดร.ก็จะให้ไปเลย 1 ล้านบาท  แล้วก็เคยมีอาจารย์คนหนึ่งมาทำแล้วก็ทำได้ อาจารย์คนนี้ทำเพียงครั้งเดียวก็ไม่กล้าที่จะมาทำอีกเลยทั้ง ๆ ที่ได้เงินง่าย ๆ มาตอนหลังทราบว่าอาจารย์ผู้นี้ก็คือลูกชายของอาจารย์สุชาติ อาจารย์ประหยัดว่าวันที่เขาเลือกทำนั้นเป็นวันของ ดร. มากกว่า เรียกว่าฟรุ๊ค แต่ถ้ากลับมาทำอีกก็เสียชื่ออย่างแน่นอน  อาจารย์ประหยัดเองก็ทำได้  เมื่อ ดร.ไปรับพวกจีนแดงมาเล่น  เพียงแค่ 1 ชั่วโมงก็หมดตูดแล้ว  โทรกลับไปบ้านไปเอาเงินมาอีกก็หมดอีก รวมแล้ว 9 ล้านบาท  โดยการไปยืนดูพวกนี้เล่น  แล้วก็ใช้วิชาของสายสัญญามาดัดแปลงกับสายเทพ แต่มันไม่ได้ผล 100 %  อย่างมากก็ได้ผล 60 % แต่ถ้าในระยะยาว 3-6 เดือนนั้นได้ผลเกือบ 100 % ซึ่งบางคนที่เข้ามาเล่นนั้นมีองค์บารมีใหญ่และเล่นของด้วย  ผัวนั่งเล่นเมียนั่งเสกคาถา  คนที่มีองค์บารมีเป็น “พระราหู” นั้นส่วนมากก็จะเล่นได้อยู่เสมอ  สรุปแล้วตอนที่อาจารย์ประหยัดไป 7 อาทิตย์นั้นบ่อนไม่เสีย  แล้วก็มีคนไปเล่นมากจนล้นไม่มีที่นั่งเล่น คุณเล็กหัวหน้าห้องอาหารแกพูดกับอาจารย์ประหยัดว่า ในเดือนปลายปี 2547 นี้บ่อนจะมีกิจการก้าวหน้ามาก  อาจารย์ประหยัดรู้เหมือนคุณเล็กนั้นแหละแต่ก็รู้มากกว่าด้วยว่า  ถ้าอาจารย์ประหยัดไม่มาช่วยบ่อนก็จะดีขึ้นได้ไม่นานหรอก แล้วปลายปี 2547 บ่อน ดร. ก็เจ๊ง

     ซึ่ง ดร.ก็เหมือนกับศิษย์ของอาจารย์ประหยัดนับพันคนที่ผ่านมา  เมื่อเปิดพระโอษฐ์แล้วใหม่ ๆ ก็มาให้อาจารย์ประหยัดเขียนองค์พระธรรมให้  ตอนหลังเมื่อดีแล้วก็ไม่มาทั้ง ๆ ที่ไม่เสียเงิน  ไม่มาแล้วตัวเองก็ไม่ปฏิบัติ  ในที่สุดเมื่อขึ้นได้มันก็ลงได้เป็นธรรมดา  เพราะตัวเองนั้นไม่ปฏิบัติตน นึกว่าองค์บารมีของตนนั้นจะช่วยเหลือไปตลอด เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียวก็จะเก็บกินไปจนตาย  การปลูกสร้างสวนลำไย  ปลูกครั้งเดียวจะเก็บกินไปจนตายหรือ ?  ไม่ต้องบำรุงบำเรอใส่ปุ๋ยรดน้ำหรือ ?  ลำไยแก่ก็ต้องปลูกใหม่  ก็เหมือนกับผู้หญิงแก่มีลูกก็ไม่ได้นั้นแหละ

     Sad มีพนักงานของบ่อนอีกหลายท่านที่มาเปิดพระโอษฐ์  เชื่อไหมว่า  คุณภาพของระดับหัวหน้าทั้งหลายนั้นไม่ดีเท่าที่ควร  เปิดแล้วก็ไม่มีความก้าวหน้า  ทั้ง ๆ ที่ก็เขียนองค์พระธรรมให้หลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะ  M.D.นั้นองค์บารมีพอใช้ได้ แต่ไม่เชื่อและไม่สนใจ ซึ่งในชาตินี้อีกทั้งชาติก็คงจะไม่มีวันได้สัมผัสกับเรื่ององค์บารมีของตนเองอีก  ก็เหมือนกับฝรั่งอีกคนที่มีหน้าที่ดูแลควบคุม วีดีโอ วงจร ปิด  คุณมนัส รอง M.D.ไปชวนเขามาเปิดพระโอษฐ์  เขาพูดภาษาเทพได้ดีมาก แต่เขาก็ไม่เข้าใจ  และไม่สนใจ  ก็เป็นที่น่าเสียดายองค์บารมีประจำสังขารของเขา พนักงานผู้หญิงระดับชั้นหัวหน้าที่เอามาเปิดองค์  เปิดยาก  เพราะว่าพวกเธอเหล่านั้นห่างไกลกับวัดวาอารามเหลือเกิน วัน ๆ หนึ่งนั้นไม่มีเวลาที่จะสวดมนต์ไหว้พระเลย บุญส่วนหนึ่งที่เคยเป็นบริวารของ ดร. ไปในอดีตชาติส่งเธอมา เมื่อได้มาเจอกันก็เกื้อกูลอุดหนุนกัน  ซึ่งถ้าวันใด ดร.เลิกกิจการบ่อนไป  หรือวันใดที่พวกเธอแก่  ก็จะต้องเลิกลาจากงานนี้  คนใดที่มีความคิดสะสมเงินทองเอาไว้  ก็คงจะรอดตัวไปได้บ้าง แต่ส่วนมากนั้นถ้าบ่อนเลิกจ้าง  ชีวิตก็จะตกอับ เมื่อถึงเวลานั้นใครเล่าที่จะช่วยพวกเธอได้  นอกจากองค์บารมีของพวกเธอเองนั่นแหละ แต่เมื่อไม่เคยนึกถึง “องค์บารมี” เลย  ก็ตั้งหน้ารับกรรมไปเถอะ ในชีวิตทำงานของอาจารย์ประหยัดนั้นในอดีต  เคยเป็น “หมาล่าเนื้อมาก่อน”  ทำงานธนาคารไม่เคยมีเงินเก็บ แต่ในอดีตชาตินั้นเก็บเอาไว้มากพอสมควร  เมื่อลาโรงจากงานธนาคารก็มานั่งกินนอนกิน

     “สันทะปาปา” เชิญอาจารย์ทอง เจ้าอาวาสวัดจอมทอง  ไปทุกปี   ไปสอน “วิปัสสนากรรมฐาน”  ที่สำนักวาติกัน อาจารย์ประหยัดเองก็อยากจะไปเหมือนกัน  การที่จะติดตามไปนั้นจะต้องเรียนวิธีการผึกสอนเสียก่อน 1 เดือน  จึงจะไปได้ แต่น้องสาวก็ไม่มีเวลาเพราะจะต้องไปอยู่ที่วัดถึง 1 เดือน  ที่อาจารย์ประหยัดอยากไปนั้นก็เพราะว่า  อยากจะไปเจอกับ “พระคาดินัล” ของท่าน  เพราะว่าพระเหล่านี้มีองค์บารมีกันทุกท่าน  สามารถพูดภาษาเทพได้  ซึ่งในการทำน้ำมนต์ของวิหารให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้น  ก็เพราะพระคาดินัล เหล่านี้แหละ  เป็นผู้ปลุกเสกและก็ปลุกเสกเป็น “ภาษาเทพ”  ที่เราเห็นในภาพยนต์ผีของฝรั่ง  ที่เอาน้ำมนต์จากวิหารไปพรมผีแล้วมีควันออกมานั้น  มันก็เรื่องจริงทั้งนั้นแหละ  เพียงแต่ผู้ชมจะมีสติปัญญาแบ่งแยกและรู้ได้หรือไม่เท่านั้นเอง

      Grin ครั้งแรกที่ไม่ได้เจอ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) นั้น  คุณณัชชา ก็เป็นที่ปรึกษาของ ดร. เพราะที่บ่อนนั้นมีคนเข้าน้อยมาก  วันละ 3-4 โต๊ะเท่านั้น  บางวันโต๊ะ VIP มีคนเล่นอยู่โต๊ะเดียว  ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้บ่อนเจ๊งแน่ ดร.ก็ให้คุณณัชชาไปหาอาจารย์ดี ๆ มาช่วย  ซึ่งคุณณัชชาเองนั้นก็วิ่งหาจนหมดกรุงเทพฯ แล้ว  ก็ยังหาไม่ได้ ซึ่งเมื่อคุณณัชชาแอบมา “เปิดพระโอษฐ์” แล้ว  ก็เห็นว่าอาจารย์ประหยัดช่วย ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ได้  ก็พยายามชวนอาจารย์ประหยัดไปช่วย  ซึ่งกว่าอาจารย์ประหยัดจะไปได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร

     Cheesy เดือนแรกนั้นอาจารย์ประหยัดไปทุกอาทิตย์  ก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามากพอสมควรเป็นที่น่าพอใจของ ดร.  ซึ่งเมื่อมีลูกค้ามาก ดร.ท่านก็มีกำลังใจไปบ่อนของท่านทุกอาทิตย์  ไปควบคุมดูแลบริหารงาน ประมาณอาทิตย์ที่ 6 นั้นคนเข้ามากกว่า 80 % ขึ้นไป  VIP คนก็เริ่มจะล้นเป็นบางวัน ดร.ท่านก็ปรับปรุงขยายชั้นสองเป็นห้อง VIP  มีการฝึกพนักงานแจกไพ่  คือจัดเตรียมสถานที่และพนักงานอีกมาก มีอยู่อาทิตย์หนึ่งอาจารย์ประหยัดเข้าไป  ดร.กำลังพูดงานกับผู้รับเหมาะ อาจารย์ประหยัดก็เข้าไปหาท่าน  ท่านบอกอาจารย์ประหยัดว่า  “ผมกำลังประชุมเรื่องงานอยู่”  อาจารย์ประหยัดตอบ ดร.ว่า อาจารย์ประหยัดเพียงแค่มารายงานว่าอาจารย์ประหยัดมาแล้ว”  อาจารย์ประหยัดก็เดินออกมา  ในใจก็คิดว่า ดร.เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นก็ทำ  “กำแหง”  เสียแล้ว  ก็ไม่เป็นไร ทำไมอาจารย์ประหยัดจะไม่รู้ว่า ถ้าอาจารย์ประหยัดปล่อย  บ่อนของ ดร. ก็กลับไปเป็นสภาพเหมือนเดิมที่อาจารย์ประหยัดยังไม่ได้มา


     ระยะนี้เป็นระยะที่ ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  คิดว่าบ่อนกำลังรุ่ง พุ่งสุดขีด อาจจะคิดว่าเป็นเพราะองค์บารมีของตนเอง  ก็มองไม่เห็น อาจารย์ประหยัด เจริญบุญ  อยู่ในสายตา ไม่คิดถึงก่อนที่ อาจารย์ประหยัด จะมานั้น  ดร.ถึงกับอยากจะฆ่าตัวตายอยู่แล้วเพราะกิจการบ่อนกำลังจะเจ๊ง ลืมคำพูดที่พูดทางโทรศัพท์ว่า “อาจารย์อย่าทิ้งผมนะ” เวลาอาจารย์ประหยัดไปท่านก็ให้อาจารย์ประหยัดอยู่ 3 วัน  แต่ก็ให้อาจารย์ประหยัดประจุองค์พระธรรมน้อยลง  โดยคิดว่าการประจุ “องค์พระธรรมของสายสัญญา” นั้นมันไม่สำคัญ  เริ่มลืมตัวคิดว่าตัวเองแน่  แต่หารู้ไม่ว่าที่บ่อนมันรุ่งนั้น มันไม่ใช่บารมีของ ดร. แต่เพราะว่า “พระบารมี” องค์พระธรรมในสายสัญญานั้นช่วยท่าน

      อาทิตย์สุดท้ายที่อาจารย์ประหยัดไปนั้นดูมาดท่านเหมือนเจ้าพ่อเลย ดร.ท่านไม่มีเวลาให้อาจารย์ประหยัดประจุองค์พระธรรมให้เลย  ท่านงานมากเรียกได้ว่า “ลืมตัว”  ถ้าอาจารย์ประหยัดกลับบ้านก็คิดในใจว่าอาจารย์ประหยัดจะไม่กลับไปที่บ่อนอีก  ถ้าดร.สุวพล (นามสมมุติ)  ไม่โทรไปตาม ความ “หยิ่งยะโส” ของ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) นั้น  เป็นการลืมตัวทำลายตัวเองอย่างชัด ๆ จากการ อาจารย์ประหยัดไม่ไปที่บ่อนเป็นระยะเวลาถึง 6 เดือน นั้น อาจารย์ประหยัดไม่ติดต่อไปหาคุณมนัสอีกเลย  แล้วก็ไม่ติดต่อ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) เหมือนกัน ซึ่งเมื่อ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) คิดว่าตัวเองแน่  ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งอาจารย์ประหยัดก็ได้  ในภาควิญญาณนั้น ถ้า ดร.ยังเป็นร่างที่องค์ลงได้ไม่เต็มที่ ท่านก็เหมือนกับรถยนต์ที่ไม่มีน้ำมันหรือมีน้ำมันน้อย  เครื่องบินที่มีน้ำมันติดก้นถัง  มันจะบินขึ้นพ้นรันเวย์ได้หรือ ?  แล้วถ้าพ้นมันจะมีอะไรเกิดขึ้น น้ำมันของ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ที่จะต้องใช้นั้นก็คือ “องค์พระธรรม” ในสายสัญญานั่นเอง ก็เป็นอันว่าจบภาค ๑ รออ่านต่อภาค ๒  ซึ่งผู้อ่านที่เป็นลูกศิษย์ทั้งหลายลองทายดูซิว่า ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  จะเป็นยังไงบ้าง เมื่อ อาจารย์ประหยัด ไม่ไปที่บ่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2010, 08:17:04 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2008, 05:36:02 PM »

  อนิจจํ หรือว่า “การเมือง” เป็นของไม่เที่ยง

       วันสุดท้ายที่ไปบ่อนปอยเปต เดือน กรกฎาคม  ๒๕๔๗  ได้นั่งคุยกับ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ในห้องพระ  ก็ได้มีโทรศัพท์มาถึงท่าน  บอกว่ามีเพลงปลุกใจของ  พรรคมหาชน  มาให้ ๒ เพลง  ขับร้องโดย  คุณนันทิดา  แก้วบัวสาย  และ เบิร์ด ธงไชย   เพลงทั้งสองมาเปิดให้ฟัง  ก็ร้องได้ดีมาก  ส่วนอีกเพลงหนึ่งนั้น  ขับร้องโดย แอ๊ด คาราบาว  ยังส่งมาไม่ถึง ในขณะที่ฟังเพลงไปนั้น  ท่าน ดร.ถามอาจารย์ประหยัดว่า  อาจารย์รู้ไหมว่า “พรรคมหาชน” นั้นเป็นพรรคของใคร เนื่องจากเป็นพรรคใหม่อาจารย์ประหยัดก็ไม่รู้  ท่าน ดร. บอกว่าเป็นพรรคของท่านเอง ซึ่งท่าน ดร. กำลังฮึกเหิมมาก  เพราะว่าบ่อนของท่านก็กำลังรุ่งพุ่งขึ้นเหมือนจรวด  อีกไม่ถึงเดือนท่านก็จะขยายบ่อนขึ้นไปชั้น ๒ แล้ว มาถึงตอนนี้ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ท่านคิดว่าท่านยิ่งใหญ่ลำพองจนลืมตัว

       พรรคมหาชน  นั้นเป็นพรรคที่ลงทุนโดย  คุณวัฒนา อัศวเหม  และ พล.ต.สนั่น  ขจรประสาท โดยคุณวัฒนานั้นก็หาได้ลงทุนโดยผู้เดียวไม่  ก็หาคนร่วมลงขันด้วย  โดยเฉพาะ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) คราวที่แล้วก็ร่วมทุนไปเป็นพันล้าน  แต่มาคราวนี้ยังไม่เข็ด  โดนคุณวัฒนากล่อมเสียจนหมอบราบ  ก็ร่วมลงขันไปอีก  ก็ไม่ทราบว่ากี่ร้อยล้านบาท ลักษณะการฮึกเหิมของท่านนั้น  ยิ่งกว่าบุเรงนองลั่นกลองรบเสียอีก  ท่าน ดร. เริ่มมองไม่เห็น อาจารย์ประหยัด อยู่ในสายตา แล้วก็คงคิดว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย อาจารย์ประหยัดแล้ว  ระดับอาจารย์ประหยัดนั้นมิใช่คนหน้าโง่ปัญญาอ่อน จากวันนั้นก็ไม่ไปบ่อนปอยเปตของ ดร. สุวพล อีกเลย

      Cryพอลงคะแนนเลือกตั้งเสร็จ  พรรคมหาชน ได้ ส.ส.ตั้ง ๑  คน  คุณวัฒนาก็หลุดจากการร่วมลงขันไป  เงินที่ท่าน ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ร่วมลงขันไปแล้วก็เสียไปฟรี ๆ ในการบริหารบ่อนนั้นจะต้องมีเงินสำรอง  เมื่อไม่มีท่าน ดร.ก็ต้องหาเพื่อนของท่านมาทำบ่อนแทน

      ถ้าพรรคมวลชนได้เข้าไปสัก 90 คน  คุณวัฒนา  ก็จะพลิกฟื้นกิจการทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศที่ขายออกไปนั้นก็คงจะซื้อกลับคืนมาได้  แต่ทว่าคุณวัฒนาคาดการณ์ผิด ที่ไปต่อสู้กับ นายกทักษิณ  จึงพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า  ถึงแม้ พล.ต.สนั่น ไม่ให้ออกจากพรรค  คุณวัฒนาท่านก็ต้องออก  เพราะท่านหมดทุนที่จะไปสนับสนุนพรรคแล้ว
  
      Afro เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นอีก  แต่ก็เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ “จอมล้มละลาย” แห่ง MGR ซึ่งเป็นหนี้สถาบันการเงินตั้ง 10,000.-ล้านบาท  มาร่วมเป็นพันธมิตรกับ  “จอมล้มละลายทางการเมือง” คือท่านมหาจำลอง  และ นายสุริยะใส   เพื่อขับไล่ ท่านนายกทักษิณ  ออกจากตำแหน่ง  โดยท่านมหาจำลอง และ นายสุริยะใส  แกล้งโง่  ไม่รู้ว่า  นายสนธิ นั้นเป็นหนี้สถาบันการเงินที่พูดได้ว่าล้มละลายทางการเงินได้เลย  ถามว่ารู้ได้ยังไง ?  ทำไมจะไม่รู้ในเมื่อ คุณเนวิน ท่านขึ้นพูดปราศรัยที่จังหวดบุรีรัมย์  ก็มีแต่เศรษฐีในคราบ “ยาจก” ทั้งนั้นเลยที่ออกมาต้านออกมาไล่นายกทักษิณ

     Afro คนที่มีสมองเท่าหัวแม่ตีน  ทำอะไรไม่คิดเสียก่อน  คิดว่าถ้าทำครั้งนี้แล้วก็จะได้ผลประโยชน์คืนมาทันที  แต่ “สนธิ” นั้นหารู้ไม่ว่า  ถ้าศึกครั้งนี้ชนะ  จะมีพรรคการเมืองใดบ้างที่จะหันมาอุ้มชู “สนธิ”  พวกเขาเหล่านั้นจะมองสนธิเป็นเช่นไร ?  เป็น “หมาหัวเน่ารึ”  เมื่อพวกเขาโดยสารมากับสนธิ รถจอดเมื่อไร  คนโดยสารก็จะพากันลงรถหายไปหมด  แต่.....ถ้า สนธิ แพ้ในการต่อต้านทักษิณครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะกลายเป็นหมาหัวเน่าแล้วยังจะต้องเน่าไปทั้งตัว  ใครบ้างที่อยากจะมาคบค้าสมาคมกับคนจนคนล้มละลาย  สนธินั้นไม่น่าจะเป็นคนที่น่าสงสารหรอก  คนที่น่าสงสารก็คือพวกพนักงานที่ทำงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนั้นแหละ  เดือนใดที่เงินเดือนออกช้าและเดือนต่อไปก็ยิ่งช้าขึ้นไปอีก พนักงานก็ควรที่จะเตรียมตัวหางานทำใหม่ได้แล้ว  อย่าไปคิดเอาเองว่า สนธิ จะไปหากู้เงินที่ไหนได้อีก นอกจากว่ามีฟ้ามาโปรดมีคนมาซื้อกิจการของ MGR ไปทำต่อ แต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะต้นทุนมันสูงมากอันเนื่องมาจาก “หนี้ท่วมหัว” นั้นเอง

     วิธีการเดินทางไปบ่อนปอยเปต

       ท่านจะต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่หน้า  โรงแรมมณเฑียร  รถจะมาจอดเวลา  05.00  น.  พอถึงเวลา  05.30  น.  รถจะออกเลยทันที  รถคันนี้เป็นของ Star Vagas  ถ้าไม่ทันเที่ยวนี้  ก็ให้ไปรอรถที่ประตูด้านทิศใต้ของสวนลุมพินี  จะมีรถทัวร์ของบ่อนอื่นเข้ามาเรื่อย ๆ  ของบ่อนรีสอร์ท ปอยเปต ชื่อ “รุ่งทรัพย์”  เที่ยวสุดท้ายที่จะไปก็คือเวลา 13.00 น  ค่ารถทัวร์ไปนั้นเท่ากันหมดคือ 100.00 บาท  แต่ถ้าเป็นลูกค้าของบ่อนไปฟรีไม่เสียเงิน  บนรถตอนเช้าจะมีการแจก ปลาท่องโก๋ 1 ชิ้น  กาแฟ 1 แก้ว  และน้ำดื่ม 1 แก้ว  เมื่อขึ้นรถทัวร์ พนักงานจะมาเอา Passport  ของท่านไปเขียนใบผ่านด่าน  แล้วจะเอามาคืนให้ก่อนที่รถจะถึงบ่อน ก่อนที่รถจะถึงบ่อนนั้น  ก็จะไปจอดรอให้พนักงานบ่อนเอาคูปองอาหารมาแจก 1 ใบ  ซึ่ง แต่ก่อนนั้นเขาให้ 2 ใบ  เมื่อไปจอดโรงเกลือใกล้ด่าน ประตูรถยังไม่ทันเปิด รถยังไม่ทันจอด  “ผีการพนัน” ทั้งหลายจะรีบลุก  เพื่อที่จะกระโจนออกรถไปทันที คือรีบร้อนที่จะไปเสียเงินให้กับบ่อน “แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ”

     เมื่อท่านไปเข้าแถวเพื่อรอผ่านด่านนั้น  เมื่อเสร็จจากการเช็ค Passport เรียบร้อยก็เดินเข้าแผ่นดินเขมรทันที  ทุกคนแทบจะวิ่งกันไปเลย  แต่ท่านไม่ต้องรีบร้อน  เพราะว่าทุกบ่อนเขาจะเอารถเก๋งมารวมกัน รถเก๋งหน้าด่านทุกคันท่านนั่งได้ “ฟรี”  เมื่อขึ้นนั่งแล้วก็บอกชื่อบ่อนที่จะไปได้เลยทันที  รถก็จะวิ่งไปส่งท่านที่บ่อน ท่านเปิดประตูลงเดินเชิดหน้าเข้าไปในบ่อนได้เลย  ท่านจะเล่นการพนันแบบไหนก็เลือกเอาตามความถนัด  ส่วนมากผีการพนันนั้นเขาจะเล่นแบบไม่เอาเงิน  ได้กำไรก็ไม่ยอมเลิก แต่ถ้าเสียละก้อจำเป็นต้องเลิก พวกที่นั่งรถทัวร์ไปนั้น  จะไปเล่น “สนามทราย” คือระดับคนเงินน้อยเล่น  ส่วนคนที่รวยเล่นมากที่เรียกว่า VIP นั้น ทางบ่อนจะส่งรถตู้ไปรับ-ส่งที่บ้าน  เล่นเสียหมดตูดก็มีรถไปส่งที่บ้าน  ห้องนอนให้ฟรี กินอาหารฟรี

        ในขากลับนั้น  รถของ Star Vagas จะออกเวลา 16.00 น.  ของบ่อน รีสอร์ท ปอยเปต จะออกเวลา 13..30, 14.30 และ 15.30 น.  ค่ารถ 100.00 บาท  แจกแค่น้ำดื่มคนละแก้ว คนที่กลับเวลา 13.30 น. นั้นส่วนมากจะเป็นผู้ทีเล่นเสียหมดตัวแล้ว  ถ้าจะให้ง่ายก็กลับมาลงที่สวนลุมเหมือนเดิมนั่นแหละ  เพราะที่มุมสวนลุมนั้นจะมีรถไฟใต้ดิน ไปทิศหนึ่งก็ไปหัวลำโพง  อีกทิศหนึ่งก็ไป บางซื่อ  ราคา 15.00 บาทตลอดสาย  ถ้านั่งรถเมล์แอร์จากสวนลุมไปจตุจักรจะแพงกว่านั่งรถไฟฟ้าเสียอีก

  คนที่จะไป Poipet  นั้นควรจะทำ Passport  เสียก่อน  เพราะถ้าผ่านด่านเถื่อนนั้น  จะเสียเงิน1,500.00 บาท  ส่วนมากนั้น นักการเมือง ข้าราชการ  หรือนักร้อง  จะใช้บริการข้ามแดนแบบดำดินไป  เพื่อป้องกันชื่อเสียงเสีย  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2011, 03:46:26 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2008, 09:57:05 AM »

   "อายุบวร"

CASINO POIPET 2

“POIPET CASINO”  หรือ G Club International   ภาค ๒

     อาจารย์ประหยัดไปบ่อน ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ครั้งแรกเมื่อ ๒๕ มิถุนายน  ๒๕๔๗  ครั้งสุดท้าย ๑๑ กันยายน ๒๕๔๗  รวมแล้ว ๗  ครั้ง  หลังจากนั้นอาจารย์ประหยัดก็ไม่โทรไปหา คุณมนัส ตันเฮง รอง M.D และ ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  อีกเลย

    Cheesy เมื่อวันที่  ๑๓ เมษายน ๒๕๔๘  อาจารย์ประหยัดก็ถามองค์บารมีของอาจารย์ประหยัดว่า  อาจารย์ประหยัดจะโทรไปหาคุณมนัส  ท่านจะอนุญาตไหม ?  เมื่อพ่อปู่อนุญาตอาจารย์ประหยัดก็โทรไปทันที  ก็เจอกับคุณมนัส ซึ่งคุณมนัสก็ดีใจมากที่อาจารย์ประหยัดโทรมาหา  เขาก็อยากให้อาจารย์ประหยัดไปที่บ่อน  อาจารย์ประหยัดก็บอกว่าหลังสงกรานต์อาจารย์ประหยัดจะไปเยี่ยม  อาจารย์ประหยัดถามถึง ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  ว่าท่านมาบ่อนหรือไม่  คุณมนัสก็พูดจาอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก  ตอบแบบกลัวความลับบางอย่างจะรั่วไหลซึ่งจะทำให้อาจารย์ประหยัดไม่ไปเยี่ยมแก   คุณมนัสบอกว่า นาน ๆ  ดร.จะมาที  แกมีธุระอยู่เมืองนอก ซึ่งคำพูดนี้อาจารย์ประหยัดเคยทดสอบคุณมนัสมาแล้ว  ที่ว่าอยู่เมืองนอกนั้น จริง ๆ แล้วเมื่ออาจารย์ประหยัดโทรไปหา  ดร.ก็อยู่ที่บ้านนั่นแหละ ซึ่งคุณมนัสนั้นเคยตอแหลกับอาจารย์ประหยัดมาก่อนแล้ว  ต้นเดือน เมษายน ๒๕๔๘  คุณมนัสเองก็โทรไปหาอาจารย์ประหยัดทีหนึ่งแล้ว  แต่อาจารย์ประหยัดไม่โทรกลับไปหา ซึ่งเมื่อเจอหน้ากันแกก็บอกอาจารย์ประหยัดว่าแกโทรไปหาอาจารย์ประหยัด  แต่พอดีธุระมันมากก็เลยไม่ได้คุย ความจริงแล้วถ้าคุณมนัสโทรไปนั้น  มันหมายถึงว่าบ่อนกำลังแย่มาก  ถ้าไม่โกหกว่า ดร.ยังไปบ่อนอยู่  คุณมนัสก็รู้ว่าอาจารย์ประหยัดไม่ไปเหยียบที่บ่อนอีกอย่างแน่นอน

     Cheesy อาจารย์ประหยัดมันคนประเภทชอบลองของตัวจริง  ไม่ใช่ราคาคุยอยู่แล้ว  อาจารย์ประหยัดลงมากรุงเทพฯ ในวันอังคาร ที่ ๑๙ เมษายน  ๒๕๔๘  ไปทดสอบร่างทรงระดับนายพล  ที่แจ้งวัฒนะ  ก็ได้ผลคือเป็นร่างทรงของ ร. ๕ แต่เก๊ เวลาทรงนั้นพูดเอาคนเดียวทั้งนั้น  ซึ่งใครอยากจะไปชมบารมีร่างทรงระดับนายพลก็ไปได้นะ  ไม่ห้าม เตรียมเงินเอาไว้ ๕๙.๐๐ บาท (ชี้แนะว่าเอาไว้ซื้อขนมกินจะดีกว่า)

       ใน วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๙  อาจารย์ประหยัดตื่นตี ๔  นั่งแท็กซี่ไปหน้าโรงแรมมณเฑียร เสียค่าแท็กซี่ไป ๖๕.๐๐ บาท  กะเวลาผิดเพราะตอนเช้ารถไม่ติดเลย  ก็ไปถึงก่อนที่รถจะมาจอด  รถคันนี้เป็นรถทัวร์ใหญ่ ทะเบียนรถ ๕๑๐๙  ผู้บริหารคือ เจ๊หมวย  โทร 09-825-1356  ผู้คุมเก็บเงินรถก็คือ คุณเปีย โทร. 01-699-3470  ค่ารถ ๑๐๐.๐๐ บาท  รถออกเวลา ๐๕.๓๐ ตรง  แจกน้ำ ๑ แก้ว  ปลาท่องโก๋ ๑ ตัว และกาแฟ ๑ แก้ว  รถคันนี้เปิดแอร์เย็นมาก  คนที่กลัวหนาวต้องหาเสื้อหนาวไปสวมด้วย  รถไปถึงอรัญญประเทศเวลา ๘.๒๐ น.  ก็ไปจอดเพื่อให้เจ้าหน้าที่บ่อน Star Vagas มานับลูกค้า  เพื่อแจกคูปองรัปทานอาหารมื้อเที่ยง  จากนั้นก็ไปจอดที่ตลาดโรงเกลือ  แล้วก็ปล่อยให้ลงรถไปที่ด่าน  โดยมีคุณเปียเป็นผู้นำไป รถคันนี้กลับกรุงเทพฯ เวลา ๑๖.๐๐ น.

        Tongue อาจารย์ประหยัดเดินไปถึงบ่อน รีสอร์ท ปอยเปต  ก็เข้าไปในบ่อน  เอากระเป๋าไปฝาก  แล้วก็มานั่งอยู่ที่ชุดรับแขกหน้าบ่อน  เพราะว่า คุณมนัส แกจะมาทำงานสาย  นั่งรอสักครู่  คุณเล็กก็เดินมา  ก็พาอาจารย์ประหยัดไปกินข้าวเช้า เสร็จจากนั้นก็นั่งคุยกัน  ก็ถามถึงกิจการของบ่อนว่าเป็นยังไง ดีไหม ?  คุณเล็กแกก็ตอบอาจารย์ประหยัดว่าก็ดี พอถามถึง ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  คุณเล็กบอกว่า  นายไม่ค่อยมา  แต่ให้หุ้นส่วนมาดูแทน  ชื่อคุณพัฒน์  จะเป็นพิพัฒน์ หรือสุพัฒน์ ก็ไม่อยากถามมาก  เพราะลักษณะการพูดของคุณเล็กนั้น  ไม่อยากจะให้อาจารย์ประหยัดรู้อยู่แล้ว ทำไมอาจารย์ประหยัดจะไม่รู้อะไร ? เลย  ในเมื่อหน้าตาของคุณเล็กนั้น  หน้าดำหรือที่เรียกว่า “หมองเศร้า”  ซึ่งแสดงว่าคน ๆ นี้มีชีวิตไม่ราบรื่น ที่บ้านก็มีแต่เรื่องเดือดร้อน

       เมื่อไม่อยากจะคุยด้วยอาจารย์ประหยัดก็ปล่อยคุณเล็กทำงานของแกไป  อาจารย์ประหยัดก็กลับไปนั่งที่หน้าบ่อนอีก  ไปคุยกับพนักงานที่สวมเสื้อซาฟารีสีดำ  เป็นคนเขมร  เขาเรียก อ.ประหยัด ว่าอาจารย์  ก็ได้ทราบข่าววงในว่า  บ่อนที่ ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  ทำนี้  ๕๐ % นั้นเป็นของทางภรรยาคุณวัฒนา  อีก ๕๐ % นั้น  เป็นของ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) โดยมีคนอื่นร่วมทุนกับ ดร. ๒๐ % หลายคน  ของ ดร.นั้นมีอยู่ ๓๐ %  แต่ทางฝั่งโน้นเขาฉลาด เขาให้ ดร.บริหารงาน พูดง่าย ๆ ก็คือเขาชั้นเชิงสูงมาก  ดร.ตาไม่ทัน  ดร.ก็เหมือนกับ “หมูขึ้นเขียง” เงินทองทั้งหมดก็เอามาลงที่บ่อน ถ้าพลาดก็มีสิทธิ์หมดตัว  ซึ่งเป็นเหตุให้  ดร.เครียดมาก  ก่อนที่จะเจอกับอาจารย์ประหยัดนั้น  ดร.ถึงกับคุยทางโทรศัพท์กับ คุณณัชชา ว่าอยากตาย  ซึ่งคุณณัชชาก็โทรไปบอกพี่ชายดร.ให้มานอนเฝ้าเอาไว้

       เกือบ ๑๑ โมง คุณมนัส ยังไม่มาทำงาน  แต่ก่อนเมื่อ ดร. อยู่ แกทำงานถึง ตี ๓-๔ แล้วก็นอนที่บ่อนเลย พอเช้า ๑๐ โมงแกก็ตื่น  อาจารย์ประหยัดก็โทรกลับไปเชียงใหม่บอกให้เมียว่าจะไม่รอแล้วจะกลับเลย  เมียอาจารย์ประหยัดก็บอกให้โทรไปหาคุณมนัส  ปรากฏว่าแกยังไม่ตื่น พออาจารย์ประหยัดบอกว่าอาจารย์ประหยัดอยู่ที่บ่อนแกก็มาทันที  ซึ่งเมื่อเปลี่ยนเจ้านายใหม่  นาน ๆ มาที  คุณมนัสก็คงจะทำงานแบบผักชีโรยหน้า คนที่เป็นเจ้าของบ่อนนั้นส่วนมากจะสมองนิ่ม  อวดบารมีของตนเองแต่ไม่ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นโง่  เวลาจะไปบ่อนก็โทรไปแจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงจากรถพวกผักชีโรยหน้าจะ ไปรอรับอยู่เต็มหน้าบ่อนอยู่แล้ว  ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ท่านก็ชอบแบบนี้  ส่วนคุณพัฒน์นั้นก็ชอบแบบนี้มากอย่างเหลือเกิน “หมู” ตัวใหม่นี้ นาน ๆ มาที  ก็คงจะอยู่ได้ไม่นานเท่า ดร.สุวพล (นามสมมุติ) หรอก ปล่อยให้ M.D. และคุณมนัสบริหารงาน  รับรองได้ว่า มันจะเหลืออะไร  คนสองคนนี้ถ้าเป็นข้าราชการ  ก็คงจะมีตำแหน่งปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวง  ส่วน ดร.สุวพล (นามสมมุติ) นั้นเปรียบไปก็เหมือน “รัฐมนตรี” แต่รัฐมนตรีนั้นเมื่อหมดสมัยก็เปลี่ยนไป  ส่วนเจ้าของบ่อนนั้นเมื่อหมดสมัยก็หมดตัว  เจ้านายเก่าหมดตูด คุณมนัส และ M.D. ก็จะหันมาประจบสอพลอเจ้านายใหม่ต่อไป

     Wink ที่หน้าบ่อนนั้น ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ได้เอา “พระพรหม” มาองค์หนึ่ง  องค์ใหญ่มาก  ซึ่งแต่แรกนั้นองค์บารมีของ ดร.ไม่ให้เอามา  แต่เมื่ออาจารย์ประหยัดเคยพูดเอาไว้  ดร.ก็ไปเอามา  คนหนึ่งบอกว่า ดร.เอาที่บ้านมา ก็คือคุณเล็ก อาจารย์ประหยัดก็บอกว่า อ.ประหยัดไปที่บ้านแกมาแล้ว  ไม่เคยเห็นพระพรหมองค์นี้เลย  คุณเล็กก็กลิ้งไปเหมือนลูกบิลเลียด  บอกว่าคงจะเป็นบ้านอื่น  เพราะ ดร.มีหลายบ้าน  อีกกระแสข่าวหนึ่งก็บอกว่าเพื่อนให้เป็นของขวัญมา  ยังไงก็ช่างสาเหตุที่เอามาก็คงคิดว่า “พระพรหม” จะช่วยให้กิจการบ่อนดีขึ้นได้  ในการตั้งพระพรหมองค์นี้ก็ไม่มีอาจารย์มาตั้ง  ก็เลยเป็นเพียงแค่   “ตุ๊กตาพระพรหม” เท่านั้นเอง  ก็ราคาคุยกันหมดว่าตั้งแต่ตั้งพระพรหมองค์นี้แล้ว  กิจการบ่อนก็ดีขึ้น ทำไมเมื่อกิจการบ่อนดีขึ้น ดร.ถึงไม่มาบ่อนเลย  ตั้งแต่ตรุษจีน  วันที่ ๙ กุมภาพันธุ์  ๒ เดือนเศษ ไม่มาบ่อนเลย  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

       พอตอนบ่ายอาจารย์ประหยัดก็ขึ้นไปห้องพระกับคุณมนัส  เพื่อไปลงองค์พระธรรมให้  คุณเล็กก็เป็นคนจัดดอกไม้ ธูปเทียน  ซึ่งสมัย ดร.อยู่นั้นจะมีแม่บ้านเป็นผู้จัด  ในขณะที่ ดร.อยู่นั้นจะมีองุ่นแดงนอก มะม่วงเขียวเสวย  สัปะรส ส้ม เครื่องบวงสรวงถวายอย่างดี ๆ ทั้งนั้น   ถึงเวลานี้ก็คงจะให้แม่บ้านออกไปแล้ว เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง  ค่าใช้จ่ายก็คงจะต้องลดลง  ทำไมเมื่อบ่อนดีค่าใช้จ่ายจึงต้องลด  พนักงานก็หายหน้าไปหลายสิบคน  อาจารย์ประหยัดถามถึง VIP ชั้น ๒  ว่าเป็นยังไงบ้าง  คุณเล็กตอบว่าเปิดได้ ๓ วันเท่านั้นก็ปิด เป็นสัญญาณบอกว่าบ่อนเป็นขาลง เสียดายเงินที่ตกแต่งเป็นหลายสิบ ๆ ล้าน  ก็ทำไปเถอะอีกหน่อยก็เป็นของ คุณวัฒนา อัศวเหม หมด  ขนาดที่ว่าสวิทปิด-เปิดไฟในห้องที่ใช้การ์ดเสียบเสีย  ยังไม่มีช่างมาซ่อมเลย  ห้องที่อาจารย์ประหยัดพักนั้นเอาการ์ดเสียบเข้าไปประมาณ ๑ นาฑี  ไฟก็จะดับ พออาจารย์ประหยัดแจ้งไปเท่านั้นแหละ  ก็มีพนักงานผู้หญิงมาคนหนึ่งมาจัดการให้  เธอบอกอาจารย์ประหยัดว่าเธอคิดเอาทำการ์ดขึ้นมา  ความจริงก็เป็นราคาคุย  การ์ดใบนี้เป็นการ์ดโทรศัพท์เอาเสียบแทนคาเอาไว้เลย  รู้หรือเปล่าว่า ไฟฟ้าในห้องนั้น มีถึง ๘-๙ ดวง  สว่างไสว  เธอบอกให้อาจารย์ประหยัดเสียบคาเอาไว้อย่างนั้น เพื่ออะไรรู้หรือเปล่า เพื่อให้เจ้านายมันฉิบหาย  ให้เจ้านายมันเสียค่าไฟฟ้าเยอะ ๆ  แล้วอีกห้องหนึ่งนั้นเป็นห้องที่อาจารย์ประหยัดไปทำพิธีดับล้างอยู่ชั้น ๓ ก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน  ส่วนห้องอื่น ๆ นั้นไม่ต้องพูดถึง  ถ้ามีคนพักไฟฟ้าก็จะถูกเปิดทิ้งเอาไว้พร้อมแอร์ซึ่งเปิดต่ำกว่า ๒๔ องศา เสียอีก  พนักงานแจกไพ่ก็ขะโมย ชิฟ ที่จับได้ก็ถูกไล่ออกไปหลายคน (ข่าววงใน) แต่ที่จับไม่ได้นั้นก็คงจะมีอีกมาก  ซึ่งถ้าร่วมมือกับหัวหน้าคุมโต๊ะละก้อ  บ่อนก็มีเจ๊งกับเจ๊งเท่านั้นแหละ
   
     Shocked เมื่อคุณมนัสลงองค์พระธรรมเสร็จ  ก็เชิญองค์ลงประทับร่าง  คุณเล็กได้โอกาสก็ถามเรื่องส่วนตัวทันที  ก็ได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ  ซึ่งคุณเล็กแกจะต้องตั้งศาลเจ้าที่ให้กับผีที่อยู่หน้าบ้าน  แต่แกบอกคุณมนัสว่า  “พี่มนัส” ผมไม่มีเงิน  คุณมนัสแกก็บอกว่าไม่เป็นไรจะออกให้   ที่คุณเล็กรีบถามก็เพราะว่า  ก่อนที่อาจารย์ประหยัดจะไปนั้นพระแม่ไม่ลงประทับร่างคุณมนัสเลย  มีแต่พระเจ้าชัยวรมันเท่านั้นที่ลง  ก็ไม่เคยบอกว่าพระเจ้าชัยวรมันนั้นเป็นสำภเวสี  เพราะกลัวว่าคุณมนัสและ ดร.จะเสียใจ  ในขณะที่พระแม่คุยกับองค์อาจารย์ประหยัดนั้น  ท่านก็โมโหออกมาพูดจาแบบใส่อารมณ์  ซึ่งอาจารย์ประหยัดก็ไม่ทราบว่าทำไมพระแม่ถึงเป็นอย่างนี้  ก็กลับมาสอบถามก็ได้ความว่า  ที่พระแม่ไม่มาประทับทรงคุณมนัส  เพราะท่านโมโหคุณมนัส  ไม่พอใจการปฏิบัติงานของคุณมนัส และบรรดาพนักงานทั้งหลาย  อาจารย์ประหยัดก็นัดคุณมนัสขึ้นมาลงองค์พระธรรมอีกเวลาสี่ทุ่ม  เมื่อคุณมนัสลงไปอาจารย์ประหยัดก็ลงองค์พระธรรมให้กับคุณเล็ก  ลงเสร็จถามคุณเล็กว่าจะเปิดพระโอษฐ์ไหม  เขาเป็นคนที่ รู้ดีมาก  คุณเล็กบอกอาจารย์ประหยัดว่า  ไม่เปิดเพราะยังไม่ถึงเวลา  ซึ่งเขาก็คงจะคิดว่าอาจารย์ประหยัดนี้จะต้องไปเปิดให้เขา  แต่หารู้ไม่ว่าอาจารย์ประหยัดมาบ่อนครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว  ทุกวันนี้ที่คุณมนัสและคุณเล็ก  ได้เปิดพระโอษฐ์และลงองค์พระธรรมให้ก็เพราะ “บารมี” ของ ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  ทั้งนั้น  เมื่อหมดยุคสมัย ดร.แล้ว  ก็คงจะต้องไปหาอาจารย์เปิดพระโอษฐ์เอาเอง    คุณเล็กบอกว่าเอาไว้พรุ่งนี้กลางวันดีกว่า  ให้เขามีสมาธิดีกว่านี้  ก็ฝันหวานไปเถอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2011, 03:51:17 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2008, 09:58:43 AM »

Casino Potpet 2......ต่อ

   Shocked อาจารย์ประหยัดลงไปนั่งกินข้าวเย็นประมาณ ๑ ทุ่ม  สนามทรายมีคนเล่นอยู่ ๖ โต๊ะ  ที่ห้องกินข้าวมีคนไปกิน ๓ โต๊ะ เท่านั้นเอง  จากในอดีตที่ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) บริหาร  มื้อเย็นนี้แย่งกันกินจนไม่มีที่นั่ง  นั่งกินข้าวไปก็ปลง “อนิจจัง” ไป  พอตกสี่ทุ่มคุณมนัสไม่ขึ้นไปลงองค์พระธรรม ซึ่งคุณมนัสเองก็เป็นคนประเภท “ปัญญานิ่มสมองนิ่ม” นั้นแหละ แกคงจะจำไม่ได้ว่า เมื่ออาจารย์ประหยัดไปช่วย ดร.นั้นบ่อนดีขึ้นอย่างทันตาเห็น  พระเจ้าชัยวรมันนั้นเป็นสัมภเวสีไม่สามารถช่วยให้เขมรเจริญรุ่งเรืองได้ฉันใด  คุณมนัสเมื่อเป็นร่างทรงพระเจ้าชัยวรมัน ก็คงไม่ช่วยให้บ่อนเจริญรุ่งเรืองได้ฉันนั้น อาจารย์ประหยัดก็ลงมาเพื่อจะมากินปลาท่องโก๋น้ำเต้าหู่ สนามทรายเหลือคนเล่น ๓ โต๊ะ  เห็นแล้วก็เลยกินปลาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ไม่ลง เพราะมัน “หดหู่ใจ”  นึกถึงคำพูดของ ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  ที่แกพูดกับอาจารย์ประหยัดว่า  ผมไปซื้อปลาท่องโก๋น้ำเต้าหู่ มา ๓๐๐.-บาท เอามาเลี้ยงเป็นสินน้ำใจให้กับลูกค้า  ซึ่งแต่ละคืนนั้นไม่เกินชั่วโมงก็หมดแล้ว  อาจารย์ประหยัดกินไม่ลงก็เลยไปนั่งกินข้าวต้ม  ซึ่งที่ห้องอาหารนั้นมีคนนั่งกิน 2-3 คน  ก็ให้มาหวนนึกคิดถึงสมัย ดร. ซึ่งมีคนแย่งกันกินจนเต็ม “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา” “มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ”  อนิจฺจํ เป็นของไม่เที่ยง  ใจนี้หายวาบ  หวนคิดถึง ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ขึ้นมาทันที ใจนี้รุ่มร้อนทั้ง ๆ ที่แอร์ก็เย็นเจี๊ยบ  ถ้าเป็นเวลากลางวันก็คงจะรีบกลับบ้านแล้ว  ก็กลับขึ้นไปนอนดู ทีวี. ในห้อง  รุ่งเช้าก็ตื่นตี ๔  นอนดูข่าว ฟังคุณสมัคร สุนทรเวช พูดช่อง ๕  เมื่อจบแล้วก็มาฟัง คุณสรยุทธ ช่อง ๓  จบแล้วก็ลงมากินอาหารเช้า ไส้กรอกแฮม น้ำส้ม และกาแฟ เหลือบไปเห็นปลาท่องโก๋น้ำเต้าหู่ซึ่งเหลือมาจากเมื่อคืนนี้  ก็ยิ่งคิดถึง ดร.สุวพล (นามสมมุติ) มากขึ้น  จนทนไม่ไหว  ก็ขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า  แล้วลงมานั่งรออยู่ที่หน้าบ่อน  เมื่อคุณเล็กมาก็บอกคุณเล็กว่าขอหารถให้อาจารย์ประหยัดกลับเที่ยงได้ไหม ?  แกบอกอาจารย์ประหยัดว่าแกหาให้แล้วเที่ยว ๑๕.๓๐ น.

   Shocked อาจารย์ประหยัดก็ขึ้นไปบนห้องโทรหาลูกศิษย์อาจารย์ประหยัดซึ่งอยู่หน้าด่าน  มีอยู่ ๕-๖ คน ขอให้พวกเขาหารถไปกรุงเทพฯ ให้อาจารย์ประหยัด  แฟนคุณสุมินทร์ก็บอกอาจารย์ประหยัดว่า อาจารย์ออกมาซี่หนูจะพาอาจารย์ไปขึ้นรถทัวร์ที่อรัญประเทศ  อาจารย์ประหยัดก็หิ้วกระเป๋าลงมาทันที  จะเอากุญแจห้องไปคืนที่พนักงานหน้าเค้าเตอร์ ก็ไปเจอคุณเล็กพอดี อาจารย์ประหยัดก็บอกคุณเล็กว่าผมจะกลับแล้ว  ผมหารถได้แล้ว  แกก็พาอาจารย์ประหยัดลงไปที่หน้าบ่อน ไปหาคนของ เสริมทรัพย์ ทัวร์  ก็ได้รถทัวร์ออกเวลา ๑๓.๓๐ น. คุณเล็กก็โทรไปบอกคุณมนัสว่าอาจารย์ประหยัดจะกลับแล้ว  แกให้อาจารย์ประหยัดคุยกับคุณมนัส  ซึ่งคุณมนัสแกบอกอาจารย์ประหยัดว่าติดงานที่ ต.ม. ซึ่งจะจริงหรือไม่นั้นอาจารย์ประหยัดไม่สนอยู่แล้ว คุณเล็กก็ขอให้อาจารย์ประหยัดลงองค์พระธรรมให้ พอลงเสร็จเกือบเที่ยงคุณมนัสก็โทรเข้ามา  คุณเล็กแกบอกอาจารย์ประหยัดว่าเดี๋ยวผมจะไปตามพี่มนัสให้ คุณเล็กลงไปเกือบ ๒๐ นาฑี  ก็ยังไม่ขึ้นมาอาจารย์ประหยัดก็เลยตามลงไป  ก็เห็นคุณเล็กคุยกับลูกค้าที่ VIP  ส่วนคุณมนัสนั้นนั่งคุยกับ M.D. อาจารย์ประหยัดก็เดินเข้าไปบอกคุณมนัสว่าผมจะกลับแล้ว คุณมนัสแกพูดกับอาจารย์ประหยัดตามมารยาทว่า  ขอโทษนะอาจารย์พอดีผมมีงาน  แล้วแกก็คุยกันต่อ  คุณมนัสแกไม่เห็นคุณค่าของอาจารย์ประหยัดซึ่งเป็นอาจารย์สายสัญญา  ที่ลูกศิษย์ของอาจารย์ประหยัดมากมายต้องการที่อยากจะเจอด้วย  คิดว่าตัวเองแน่แล้ว  แต่หารู้ไม่ว่า “พระแม่อุมา” ที่ไม่มาประทับทรงแกนั้นจะเล่นงานแก  ก็คอยดูต่อไปก็แล้วกัน  ในเมื่อระดับ ดร.ยังเจ๊งได้  ระดับคุณมนัสมันจะเจ๊งไม่ได้หรือ ?

   Shocked อาจารย์ประหยัดก็เดินลงไปเอากระเป๋าที่ไปฝากเอาไว้  คุณเล็กก็ตามลงไป  เมื่อได้กระเป๋าอาจารย์ประหยัดก็จะเดินไปเอง  แต่คุณเล็กแกก็เดินออกไปส่งขึ้นรถและแกก็ขึ้นรถตามอาจารย์ประหยัดไป  ในสมัยที่ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) อยู่นั้น  เมื่ออาจารย์ประหยัดมาก็จะมีรถไปรับที่สนามบิน ขากลับก็จะมีรถไปส่งถึงสนามบิน  เวลากลับนั้นคุณมนัสและคุณเล็กมีพนักงานอีกหลายคน จะลงมาส่งอาจารย์ประหยัดขึ้นรถที่หน้าบ่อนเพื่อเอาหน้า  เมื่อดูการประพฤติตัวของคุณมนัสแล้ว น่าจะรู้ว่า ดร.สุวพล (นามสมมุติ) นั้น “หมดอำนาจวาสนาในบ่อนนี้แล้ว” ไม่ใช่เป็นการไปเรียน กอรมน.  หรือคุยว่าให้หุ้นส่วนคือคุณพัฒน์  “หมูตัวใหม่” มาดูแลแทน  ขนาดที่ว่าอาจารย์ประหยัดเป็น อาจารย์ของคุณมนัส  แกรับปากอาจารย์ประหยัดว่าจะให้อาจารย์ประหยัดลงองค์พระธรรม แต่แกก็ไม่มา  แม้แต่เสียเวลา ๒-๓ นาฑี  ไปส่งอาจารย์ประหยัดที่หน้าบ่อนแกก็ไม่ทำ  แกมองไม่เห็นอาจารย์ของแกอยู่ในสายตา  เหมือนกับที่ ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  ที่ได้ทำกับอาจารย์ประหยัดเอาไว้ ซึ่ง ดร.สุวพล (นามสมมุติ) นั้น ๓ เดือนก็ดับ  ถ้าไม่เข็ดอยากจะสู้ก็ไปหาเงินมาอีก  อาจารย์ประหยัดว่าที่หมดไปพันกว่าล้านนั้นมันไม่น่าจะสู้ต่อนะ  สู้แบบโง่ ๆ ไงเล่า

     Shocked คุณมนัสแกก็คงคิดเหมือนกับ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ว่าแกแน่  วิชาที่แกได้จากอาจารย์ประหยัดไปนั้นเป็นเพียงกะพี้เท่านั้น  อีกไม่นานก็จะสูญสลายไป  ชีวิตของแกก็จะตกต่ำ  เพราะว่าพนักงานในบ่อนนั้นก็มีแต่พวกเสือสิงห์กระทิงแรด  โกงกินกันทั้งนั้น  หาความดีกันแทบจะไม่มีเสียเลย แม้ว่าจะเข้าไปโปรดด้วยองค์พระธรรมในสายสัญญาก็ยังไม่สำเร็จ คุณมนัสคงจะคิดว่าอาจารย์ประหยัดนี้กระสันอยากจะลงองค์พระธรรมให้แกเหลือเกิน ถ้าอาจารย์ประหยัดไม่ได้ลงให้แกแล้วชีวิตอาจารย์ประหยัดนี้คงจะไม่มีความสุข ก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่อาจารย์ประหยัดจะไปบ่อน รีสอร์ท ปอยเปต
 
    Shocked ที่ลงทุนนั่งเครื่องมาแล้วไป Poipet  ก็เพื่อจะไปพิสูจน์  ซึ่งเป็นการพิสูจน์ “องค์พระธรรม” ในสายสัญญา กับลูกศิษย์ที่พูดว่าอยู่ในระดับสูงที่สุด  คือระดับ  “เจ้าพ่อบ่อนคาสิโน”  ที่มีนามว่า ดร.สุวพล (นามสมมุติ)  จากที่คิดว่าจะฆ่าตัวตาย  จากคำพูดที่ว่า “อาจารย์อย่าทิ้งผมนะ”  จนผงาดขึ้นมาสูงสุด  มองไม่เห็นอาจารย์ตัวเองอยู่ในสายตา ลืมคำว่า “อาจารย์อย่าทิ้งผมนะ”  ๓  เดือนเท่านั้น ก็ตกลงมาให้เห็นผล ”อยัมทันตา”  หลังจากตรุษจีน วันที่ ๙ กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๘  ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ก็หายไปจากบ่อน รีสอร์ท ปอยเปต จนถึงบัดนี้  แล้วคงจะไม่มีวันกลับไปอีก เพราะท่านก็หยิ่งในศักดิศรีของท่าน ขนาดที่ว่าอาจารย์ประหยัดเป็นอาจารย์ของท่าน อาจารย์ประหยัดยังไม่อยู่ในสายตา

    Shocked Shockedเป็นบทเรียนที่ราคาแพงมากสำหรับ ดร.สุวพล (นามสมมุติ) บรรดาศิษย์ทั้งหลายที่คิดว่าตนเองแน่  แต่ไม่ยอมปฏิบัติตัว  น่าที่จะจำเอา ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ไว้เป็นตัวอย่าง องค์บารมียังไม่ทันลงเต็มที่ สวดมนต์ก็ไม่สวด  แล้วการปฏิบัติในสายสัญญาก็ยังไม่มี  องค์พระธรรมนั้นต้องรับจาก อาจารย์ประหยัด เจริญบุญ ตลอดเวลา อนิจฺจํ เป็นของไม่เที่ยง  “มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ”

    Shocked อาจารย์ประหยัดเองนั้นอยากจะไปเยี่ยม ดร.สุวพล (นามสมมุติ) ที่ สุขุมวิทย์  ซอย ๕๙ เหมือนกัน  แต่เมื่อปู่ไม่อนุญาตให้อาจารย์ประหยัดไป  แม้แต่โทรศัพท์ ท่านก็ไม่ให้อาจารย์ประหยัดโทรไปคุย โทร.081-6426385 ใครที่อยากรู้อยากเห็นอยากคุยกับคุณ มนัส ตันเฮง อยากจะไปเล่นไพ่ที่บ่อน  โทร. 081-4991611
 Lips Sealed
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2011, 03:52:17 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: