หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พูดถึงเรื่องการยกถาดที่กรุงเทพฯ  (อ่าน 294 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 10:08:54 AM »

"อายุบวร"
    Grin ว่าด้วยเรื่องการยกถาดในสายสัญญา
     การยกถาดในสายสัญญาก็เปรียบเสมือนการยกพานครูนั่นแหละ  แต่เป็นภาษาที่ใช้กับคนที่อยู่ทางภาคอีสาน  ซึ่งในสมัยพ่อต้นฯ นั้นเมื่อใครต้องการที่จะสมัครเข้ามาปฏิบัติตนในสายสัญญา  ก็จะต้องยกถาดถวายตัวเป็นลูกศิษย์เสียก่อน  โดยในถาดนั้นจะต้องมีดอกบัว ๕ ดอก  ธูป ๕ กำ เทียน ๕ ห่อ ผ้าขาว ๒.๕ เมตร  ปัจจัยนั้นคงจะแล้วแต่ศรัทธา  ซึ่งไม่ได้ยินบรรดาอาจารย์ลูกศิษย์พ่อต้นฯ ทั้งหลายท่านได้เล่าเอาไว้  แต่ที่รู้นั้นก็คือลูกศิษย์พ่อต้นฯ ท่านจะเรียกปัจจัยในการยกถาด  จะถูกหรือแพงก็แล้วแต่ความดังของอาจารย์ผู้นั้น  นับตั้งแต่จำนวนร้อยบาท  พันบาท ไปจนถึงหนึ่งหมื่นบาท
      Cry เมื่อ อาจารย์บุญมา นพสันเทียะ  ได้ส่งลูกศิษย์ของท่านไปโปรดญาติที่เชียงใหม่  คือ อาจารย์พงษ์วิทย์ บูรณะอุดม  แม้จะไม่มีการเรียกเงินจาก อ.พงษ์วิทย์  แต่ถ้านำสังฆทานเป็นถังแบบที่เอาไปให้กับพระที่วัด  อาจารย์พงษ์วิทย์จะไม่รับ แต่จะบอกให้ไปทำที่วัด  จะเป็นเพราะเห็นว่าของนั้นมีน้อยด้อยราคาเกินไปก็ไม่ทราบได้  อย่างน้อยที่สุดที่จะรับสังฆทานนั้นก็คือ สังฆทาน ๕ มีข้าว ๕ ลิตร ๕ กระสอบ  น้ำปลาขวดใหญ่ ๕ ขวด น้ำมันพืชขวดใหญ่ ๕ ขวด  น้ำเปล่า ๕ ขวดหรือ ๑ โหล  ปลากระป๋อง ๕ กระป๋อง  และสิ่งที่จะขาดมิได้คือปัจจัยอย่างน้อย ๒๐๐ บาทขึ้นไป
      Sad อาจารย์บุญมาท่านได้ปล่อยให้ อ.พงษ์วิทย์ โปรดญาติและไปรายงานตัวปีละหลาย ๆ ครั้ง  ในที่สุดเมื่อมีลูกศิษย์ลูกหามากพอสมควร  อ.บุญมา ก็เดินทางไปเชียงใหม่  ทางลูกศิษย์เชียงใหม่ก็ร่วมกันซื้อของไปทำสังฆทาน  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องมีการลงขันเป็นเงินใส่ซองขาว  เมื่ออาจารย์บุญมารับสังฆทานเสร็จแล้ว  ก็จะให้นำสิ่งของที่ทำสังฆทานนั้นไปทำบุญ  ส่วนเงินสดที่ใส่ซองขาวนั้น  อ.พงษ์วิทย์  จะนำไปให้กับ อ.บุญมา  เหมือนกับที่เราถวายให้ “พระ” นั่นแหละ  ซึ่ง อ.บุญมา จะรับเงินหรือไม่นั้น  เมื่อท่านรับจาก อ.พงษ์วิทย์แล้ว ก็จะคืนให้ อ.พงษ์วิทย์ นำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวได้  หรือจะนำไปทำบุญก็ได้
      มาในสมัย อาจารย์ประหยัด นั้น  ได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่า ถ้าไม่ได้ หูทิพย์ ตาทิพย์ จิตทิพย์  ก็จะไม่รับสังฆทานจากลูกศิษย์คนใด  จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เคยรับสังฆทานจากใครเลย  เพราะคิดว่าเมื่อไม่มีตาทิพย์ไม่รู้เหมือนพ่อต้นฯ  หากทำสังฆทานไปก็จะเหมือนไปหลอกต้มลูกศิษย์  อีกประการหนึ่งนั้นก็ไม่อยากจะไปแย่งลูกศิษย์จากอาจารย์คนอื่น  เหมือนกับว่าไปแย่งกันทำมาหากิน  แต่จะรับยกถาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  และในการยกถาดนั้นก็จะไม่ให้ใครใส่ “ปัจจัย” ให้  ทำทุกอย่างให้ฟรี ๆ ตั้งแต่ “เปิดพระโอษฐ์” เป็นการเริ่มต้นไป  ซึ่งการที่ไม่ยอมรับเงินจากลูกศิษย์  ก็ทำให้บรรดาอาจารย์ทั้งหลายของสายสัญญาเดือดร้อน  ท่านบอกว่าถ้าไม่รับเงินก็จะทำให้ “ค้างคาเวรกรรมกับลูกศิษย์”  มาตอนหลังเมื่อมาโปรดญาติที่กรุงเทพฯ  ที่บ้านนายกบแก่ก็ยังไม่มีการใส่ “ปัจจัย”  เมื่อเลิกโปรดญาติที่บ้านนายกบเฒ่าแล้ว  ก็ไปโปรดญาติที่บ้านนายธนากร  ทีนี้ทางสำนักนายธนากรกำหนดใส่ปัจจัยในการยกถาด ๑๐๘ บาท  เมื่อ อาจารย์ประหยัด ไม่เคยเอาอะไรในถาดกลับบ้านเลยแม้แต่ธูป ๑ ดอก  เงินยกถาดนั้นคนไหนที่รู้เท่าทัน  ก็จะรู้ว่าเมื่อไปทำบุญกับพระแล้ว เงินที่ใส่ซองไปนั้นก็ถวายให้พระไป  ก็จะไม่นำกลับคืนไปบ้าน  ก็จะนำเงินดังกล่าววางเอาไว้บนโต๊ะหิ้งบูชาของนายธนากร  เมื่อนายธนากรเก็บเงินของลูกศิษย์หลายสิบคนเอาไว้ในกระเป๋า  แม้จะรู้ไม่เท่าทันเมื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว  นายธนากรก็จะไม่มีวันได้เจริญก้าวหน้าในสายสัญญาได้อีกเลย
      เมื่อย้ายจากนายธนากร มาโปรดญาติที่หนองจอกนั้น  อาจารย์ประหยัดลงมากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง ก็รับยกถาดไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน  เงินในถาดนั้นเมื่อยกถาดเสร็จ  ก็จะยื่นถาดคืนไปให้กับลูกศิษย์  แต่ไม่ได้เปล่งวาจายกให้เหมือนกับที่ อาจารย์บุญมาทำ  ถาดดังกล่าวก็จะส่งไปให้นายเล็ก  นายเล็กก็จะเก็บเงินเอาไปใส่ต้นพระป่า  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต้นผ้าป่าต้นนี้ทำไมมันถึงมีอยู่ตลอดเวลาที่อาจารย์ประหยัดไป  ส่วนผ้าขาวนั้นก็จะรีบพับใส่ถุง  ก็ไม่ทราบว่านายเล็กจะรีบพับผ้าให้อาจารย์ประหยัดหรือเอาไปขายหรือ ?  
      ในวรรคหนึ่งที่ให้ลูกศิษย์กล่าวต่อพระบารมีก็คือ  “ดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าขาว ปัจจัย” ขอบูชาพระบารมี” ซึ่งสิ่งที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วนั้นจะเป็นของ “พระบารมี” ทั้งหมด  ผู้ที่มีสิทธิ์จะใช้ได้นั้นก็คือ อาจารย์ประหยัด เท่านั้น  เมื่อ เงิน และ ผ้าขาว นายเล็ก เป็นคนเอาไป  แทนที่จะทำเหมือนกับ อ.พงษ์วิทย์  คือ เมื่อเสร็จพิธีการทั้งหมดแล้ว  ก็จะต้องนำเงินทั้งหมดใส่ซองมามอบให้กับ อาจารย์ประหยัด โดยที่ อาจารย์จะคืนให้หรือนำไปใช้ทำบุญทำทานที่ไหนก็เป็นเรื่องของอาจารย์ประหยัด  นายเล็กไม่มีศิษย์ที่จะทำการข้ามขั้นตอน  คิดเอาเองว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้านจะทำอะไรก็ได้  ตัดตอนเอาเงินไปใส่ในถังผ้าป่า  เงินพระบารมีจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของ อาจารย์ประหยัด  เมื่อนำเงินพระบารมีไปทำบุญก็จะไม่ได้รับบุญแต่อย่างใด  แต่จะได้รับโทษคือเอาเงินพระบารมีไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนผ้าขาวนั้นนายเล็กบอกว่าจะเอาไปให้มูลนิธิ นายเล็กก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำได้  นายเล็กจะต้องนำผ้าขาวไปมอบให้ อาจารย์ประหยัด เสียก่อน  ซึ่งถ้าได้รับอนุญาตจากอาจารย์ประหยัดแล้ว  ก็จะนำไปมอบให้มูลนิธิไหนก็ได้
      การยกถาดก็เหมือนกับการไปทำบุญที่วัดเหมือนกัน  ไม่ใช่เมื่อเอาของและเงินถวายพระแล้ว  รับศีลรับพรเสร็จก็เก็บของใส่ถุง เงินใส่กระเป๋า กลับบ้านอย่างที่ ลูกศิษย์สายสัญญา-ประยุกต์ ทำกั  แม้จะรู้ไม่เท่าหันไม่ทัน  น่าจะฟังคำถวายของต่อพระบารมีรู้เรื่อง  เพราะพูดจากปากของตนเอง  “ดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าขาว ปัจจัย” ขอบูชาพระบารมี นายธนากร และนายเล็กนั้น  น่าจะเจอข้อหาในโลกทิพย์ว่า ยักยอก ผ้าขาวและปัจจัย ยิ่งถ้าเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวแล้ว  เพียงแค่เงินพระบารมี  ๑ บาท หรือผ้า ๑ ชิ้น  นายเล็กก็จะไม่มีวันที่จะปฏิบัติในสายสัญญาให้ก้าวหน้าต่อไปได้อีก  ซึ่งโทษทันฑ์ในสายสัญญานั้นน่าจะเท่ากับเบียดบังเอาของพระหรือของวัดไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว
      การที่บรรดาอาจารย์สายสัญญาไม่ได้บอกกล่าวในเรื่อง  สิ่งของ และปัจจัย ในการยกถาดนั้น  เพราะว่าตัวเองยกแล้วก็เข้ากระเป๋าตัวเองก็เป็นการถูกต้องแล้ว  แต่อาจารย์ประหยัดนั้นเมื่อยกถาดแล้วก็ไม่ได้นำสิ่งของวัตถุปัจจัยกลับบ้านเลย  แล้วก็ไม่ได้กล่าวมอบยกให้แก่ผู้ใด  เมื่อมีการวิสาสะเคยได้ได้ยินว่าอาจารย์ประหยัดไม่เอาทั้งเงินและสิ่งของ  ก็ถือวิสาสะเอาเป็นของตนเอง  แม้แต่เงินที่คืนให้กับลูกศิษย์นั้น  ลูกศิษย์ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำไปยื่นให้ นายเล็ก  เมื่อไม่มีสิทธิ์ในเงินของพระบารมี  ก็เหมือนกับสมรู้ร่วมคิดกับนายเล็ก  ก็น่าจะได้รับโทษเหมือนกันไม่มากก็น้อย   ซึ่งจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้แหละจึงทำให้การไปโปรดญาติของ อาจารย์ประหยัด ที่บ้านนายธนากร และนายเล็กนั้น ได้ผลน้อยมาก  ในที่สุดนั้นคนที่ไปยกถาดก็จะหายไปจากสายสัญญาประมาณร้อยละ ๙๕% ขึ้นไป  ก็น่าจะเหลือคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ไม่กี่คนที่พระบารมีท่านยังให้ความเมตตา  น่าจะสังเกตได้จากคนที่เข้ามาอ่านในเว็บนั้น มีคนหลายร้อยคนที่ได้รับการยกถาดจาก อาจารย์ประหยัด แต่จะมีผู้เข้ามาถามปัญหาในเว็บไม่เกิน ๑๐ คน  หรืออาจจะเป็นเพราะว่าได้อ่าน VCD เข้าใจกันหมดแล้ว  จึงได้พากันเป็นอาจารย์สายสัญญากันหมด  ซึ่งก็ไม่น่าที่จะเป็นไปได้เพราะยังไม่ได้ยินข่าวว่าทางกรุงเทพฯ นั้น  ได้บังเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์  มีอาจารย์สายสัญญาบังเกิดขึ้นนับร้อย ๆ คน  แม้แต่ อาจารย์ผู้ทำเว็บ อย่างนายกบเฒ่า นายธนากร และนายเล็ก...หนองจอก  ก็ไม่ได้ยินข่าวจากศิษย์คนใดเลยที่ได้มายกถาดกับ อาจารย์ประหยัด ๓-๔ ร้อยคน  บอกว่าท่านอาจารย์ทั้งสามนั้นกำลังดังเป็นพลุที่จุดเฉลิมฉลองในวันปีใหม่ไป “เปิดพระโอษฐ์"
        ศิษย์สายสัญญา-ประยุกต์  ที่ได้มายกถาดกับอาจารย์ประหยัดที่กรุงเทพฯ หลายร้อยคนนั้น ได้หายไปพร้อม ๆ กันกับแกนนำ เสื้อแดง  พากันไปอยู่ที่เขมรกันหมด  ที่ดีหน่อยก็คือแกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ได้ไปอยู่ที่ “ดูไบ”  รอเวลาเมื่อมีการยกเลิก พรบ.ความมั่นคง  ก็จะได้เดินทางกลับมา  ซึ่งกลับมาคราวนี่วิทยายุทธที่ไปฝึกจาก ดูไบ  ก็น่าจะนำมาจัดการกับศัตรูคู่อาฆาติได้
      เทวดานั้นเคยแพ้มารมาแล้วที่บนสวรรค์  เมื่อได้หนีลงมายังโลกมนุษย์ได้มาอัญเชิญฤๅษีขึ้นไปช่วยรบกับ “มาร”  ฤๅษีที่ว่านี้ก็คือ ฤๅษี ศิวะ และ ฤๅษีนารายณ์  ซึ่งเมื่อรบชนะแล้ว เทวดาก็ได้ขอร้องให้ฤๅษีทั้ง ๒ ช่วยดูแลอยู่บนสวรรค์ต่อไป  เทวดานั้นรบแพ้ “มาร”  แล้วมนุษย์หรือจะไปสู้กับ “มาร” ในสังขารของมนุษย์ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 12, 2010, 10:16:05 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 10:36:17 AM »

"อายุบวร"
     ถ้าเข้ามาสู่สายสัญญาแล้ว  มีความสังเกตุและติดตามข่าวของบรรดา อาจารย์ในสายสัญญา  จะเห็นว่าศิษย์สายสัญญานั้นมีมากมายน่าจะเกิน ๑๐,๐๐๐ คนขึ้นไป  แล้วก็มีลูกศิษย์ของพ่อต้นฯ และลูกศิษย์ของลูกศิษย์พ่อต้นฯ  ได้แต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นอาจารย์  แต่งตั้งพวกเดียวกันเป็นอาจารย์โดยไม่รู้เลยว่าพระบารมีรับรองหรือไม่  ความอยากดังของลูกศิษย์พ่อต้นฯ  ก็พยายามที่จะสอนศิษย์ให้รู้ในเรื่องของการโปรดญาติ  พระบารมีจะรับรองหรือไม่ ข้าฯไม่สน  ก็ส่งบรรดาศิษย์ทั้งหลาย  พากันไปยึดหัวหาดตามเมืองใหญ่ ๆ เอาไว้เพื่อที่จะขยาย อาณาเขตสายสัญญาออกไปทั่วประเทศ
    Tongue ที่ส่งไปเชียงใหม่นั้น ก็มีหลายท่านซึ่งแต่ละท่านนั้นก็ ดับสูญไปตามสัญญา นั่นแหละ  ส่วนที่อยู่ในเชียงใหม่ได้ก็เพราะมีบ้านอยู่ที่นั่น  เวลานี้ไม่ปิดสำนักก็ต้องปิดเพราะไม่มีเหยื่อรายใหม่ไปหาอีกแล้ว  บางคนหรือหลาย ๆ คนคงจะคิดว่า อาจารย์ประหยัดนั้น "ว่าให้เขาอิเหนาเป็นเอง" ก็คงจะไม่ใช่ความจริง  เพราะว่า อาจารย์ประหยัด นั้นเวลานี้ชักจะเรียนแบบ อาจารย์ชาญยุทธ์ ที่หาดใหญ่แล้ว  อาจารย์ชาญยุทธ์จะไม่เพิ่มลูกศิษย์ แต่จะโปรดเฉพาะลูกศิษย์เดิมที่มีอยู่เท่านั้น  คงจะเห็นว่ามีลูกศิษย์มากแต่ไม่มีคุณภาพก็อย่าไปรับเข้ามาเสียจะดีกว่า  ซึ่งมันตรงกันข้ามกับสายสัญญาพันธุ์แท้ ที่ลูกศิษย์ยิ่งมากยิ่งดี  จะได้ "ปัจจัย" มาก
     จะเห็นได้ว่า อาจารย์สายสัญญา ยิ่งนาน นับจากพ่อต้นฯ ได้มรณะภาพไปแล้ว เมื่อ ปี ๒๕๒๒ แทนที่สายสัญญาจะรุ่ง  อาจารย์สายสัญญาก็หดหายไป  เหลือแต่พวกอาจารย์แก่ ๆ ไม่กี่คน  ที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อเล่าประวัติสายสัญญาให้ฟัง ซึ่งก็ไม่มีปัญญาที่จะเขียนเล่าเป็นตัวหนังสือได้  ที่เล่ามานั้นส่วนมากก็ใส่ไข่เสียจนเนื้อสายสัญญาขาดคุณภาพที่แท้จริงไป  เล่าเหมือนกับลิเกฝรั่งโรงใหญ่อย่าง "เบนเฮอร์" หรือ "โมเซ" ซึ่งในทางโลกมนุษย์นั้นไม่น่าที่จะทำได้  แต่จะทำได้ใน "หนัง" เท่านั้นเอง  ซึ่งจะให้ใครมาสร้างหนังเรื่อง "พ่อต้่นฯ" นั้นคงจะไม่มีใครทำ  เพียงแค่ทำเว็บสายสัญญาเท่านั้นก็ยังต้องรอให้มาเกิดในสมัยที่ อาจารย์ประหยัด เข้ามาในสายสัญญา  ศิษย์สายสัญญาพันธุ์แท้บอกว่า อาจารย์ประหยัด ทำเพื่อความดังเท่านั้นหรือ ? ก็ตอบได้ว่า ทำเพื่อไม่ให้เหมือนอาจารย์คนอื่น คือทำฟรี ไม่เรียกร้องเอาปัจจัยจากใคร เมื่อถึงเวลานี้ก็จะรู้ว่า อาจารย์ประหยัดเป็น แกะดำหรือแกะขาว ในสายสัญญา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 12, 2010, 10:40:25 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 11:12:51 AM »

"อายุบวร"
    Angry ท้าวกบิลพรหม


    Sad ท้าวกบิลพรหมนั้นเป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานแล้ว  ได้ยินตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก  มีฤทธิ์เดช อภินิหารมากมาย  ซึ่งถ้าต้องการอ่านประวัติของท่าน ก็ไปเปิด Google แล้วพิมพ์ "ท้าวกบิลพรหม" ก็จะหาอ่านได้มากมายหลายตำรา
    Lips Sealed จะกล่าวถึงฤทธานุภาพของท่านที่ได้เห็นมากับตา  ซึ่งเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่นี่แหละ  ในสมัยเมื่อนายวรกร ตันตรานนท์ เป็น นายกเทศมนตรี ที่มีชื่อโด่งดังไปทั่วประเทศไทย  กำลังจะก้าวข้ามขั้นไปเป็นผู้แทนและมุ่งที่จะไปเป็นรัฐมนตรี  แต่เนื่องจากว่ามีผู้มีความรู้ดีเกี่ยวกับ "ท้าวกบิลพรหม" ก็ไปชี้แนะให้ นายวรกร ทำเศียร ท้าวกบิลพรหม ขึ้นมา  ในครั้งแรกที่ทำนั้นก็ได้นำมาแห่ในขบวนสงกรานต์  ซึ่งเมื่ออาจารย์ประหยัดได้เห็น ก็รู้สึกว่า นายวรกรนั้นไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง  ไม่รู้เลยว่า "บารมี" ของตนเองนั้นยังไม่ถึงที่จะสร้าง เศียรท้าวกบิลพรหมได้  ก็ได้ชี้แนะไปกับคุณอุบลวรรณซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในเทศบาล หลาย ๆ อย่าง  แต่ไม่มีใครเชื่อ  คิดว่าอาจารย์ประหยัดนั้นพูดไปเรื่อย  เมื่อคนโง่ฟังคนที่รู้จริงพูดแต่ตัวเองนั้นโง่ก็ช่วยเหลือไม่ได้
    หลังจากนั้นไม่นาน  ก็เกิดเหตุที่ไม่ดีหลาย ๆ อย่างในเทศบาล  ก็มีคุณอุบลพรรณนั่นแหละได้วิ่งมาถาม ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ ให้เอาเศียรท่านไปสร้างที่ประทับเอาไว้ในริมฝั่งแม่น้ำปิง  เมื่อไม่ทำ ก็ไม่เป็นไร  มึงมันรู้จักท้าวกบิลพรหมน้อยไป  เจ้าเด็กวานซืนที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม  เมื่อมีการคัดเลือก สท.ใหม่ กลุ่มนายวรกรก็ได้เข้าไปสู่สภาเทศบาลไม่กี่คน  ร้านตันตราภัณฑ์ที่มีอยู่ ๔ สาขาก็ถูกฟ้องยึดเอาไปหมด  จนแม่ของนายวรกรตกใจกลายเป็นอำมพาติ  ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายวรกรมีก็สูญสลายไปหมดสิ้น  จากนายกเทศมนตรีที่โด่งดังในเชียงใหม่กลายเป็นคนที่ต้องอยู่อย่างมุดรูอยู่
    Tongue เหมือนวาจาประกาสิต ที่อาจารย์ประหยัด เคยพูดเอาไว้ แต่ไม่น่าที่จะเกิดเหตุการรุนแรงถึงกับว่า นายกวรกรกลายเป็นคนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่า อิทธิฤทธิื ของเทพเทวดานั้นมีจริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 12, 2010, 11:31:50 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า

I am a slow walker in Saisanya, but I never walk back.
หากจะคิดปฏิบัติในสายสัญญาแบบไฟไหม้ฟาง ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาปฏิบัติเสียจะดีกว่า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: