หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความสำคัญของลูกประคำ  (อ่าน 1643 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 18, 2010, 09:30:22 AM »

"อายุบวร"
    Wink ลูกประคำ (ทำด้วยไม้งิ้วดำ) และ เหล็กจาร (ทำด้วยไม้งิ้่วดำ) ที่อาจารย์ประหยัดใช้

          

การใช้ลูกประคำสวดมนต์

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ลูกประคำสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๕ โดยฤาษีคุปตะ จุลละ และเทวิละ ฤาษีทั้ง ๓ ทำตำราลูกประคำ ตำราลูกประคำสำเร็จโดยฤาษีอัชชะโคนะ ฤาษีอัชชะโคนะนี้เดิมเป็นพระ แต่เมื่อมาปฏิบัติในป่าเกิดลำบาก เพราะต้องฆ่าสัตว์ จึงสึกออกมาบวชเป็นฤาษี มาปฏิบัติโดยใช้ลูกประคำ และสำเร็จโลกียฌาน และมีฤาษีอีกหลายองค์ที่สำเร็จโดยลูกประคำ เช่นฤาษีปุปุอ่อง พัชชะโคนะ การสวดของพระฤาษีนี้ใช้ลูกประคำสวดมนต์ โดยตั้งจิตก่อนสวดลูกประคำ และระลึกถึงพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นะโมพุทธายะแล้วสวดมนต์และนับลูกประคำไปเรื่อยๆ สวดมนต์ไปเรื่อยๆ โดยบทสวดมนต์ “อาฏานาฏิยะปะริตตัง” ดังนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2011, 11:51:02 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2010, 09:40:27 AM »

"อายุบวร"
 Wink แล้วต่อมาจาก ฤาษี ๓ องค์ อัชชะโคนะ พัชชะโคนะ และ ปุปุอองแล้ว ก็มีการเอาลูกประคำมานับในการเข้าสมาธิสวดมนต์ พิจารณาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ จุลละกัสสะปะ พร้อมกันนี้ก็พิจารณา กายานุสติ(อาการ ๓๒) ด้วย และจุลละกัสปะธิ เป็นผู้ที่เริ่มก่อตั้งลัทธิมหายาน พวกที่บวชอยู่ในลัทธิมหายานจึงใช้ประคำสวดมนต์ ทำสมาธิกันทุกองค์

อัชชะโคนะ ตอนเป็นพระมีนามว่า ยะสะปาโล อยู่ป่าเป็นพระ จึงไม่เหมาะสม เพราะจะอาบัติบ่อยๆ ก็เลยสึกออกมาอยู่ป่าเป็นฤาษี เป็นพระมา ๒๐ ปี
ปุปุออง ตอนเป็นพระมีนามว่า ญาณะรังสี เหตุที่ต้องสึกออกมาเป็นฤาษีก็ด้วยเหตุเดียวกับ อัชชะโคนะ


การที่เราจะนั่งสวดลูกประคำ จิตใจเราต้องเป็นสมาธิจิต เมื่อสวดเสร็จเรียบร้อย เราจะสวด อัสสาสะ ปัสสาสะ อานาปานะสติ ตั้งกำหนดลมหายใจเข้าออกให้เป็นสมาธิ ทำกายะคะตาสะติ เกสา โลมา นะขา ทันตา... พอเสร็จแล้วก็อนุโลม ปฏิโลม ให้ใจเป็นสมาธิอยู่กับลูกประคำนับที่ลูกประคำ

การสวดปริตรของพระพุทธองค์ด้วยลูกประคำ ทำให้มีอานุภาพมาก ถ้าเรามีสมาธิจิตตัวอยู่ดี จะทำอะไรก็สำเร็จ อันตราย ภัยต่างๆ ก็จะไม่เกิด ไม่มีใครทำอะไรเราได้ ปริตรเป็นที่ป้องกันทุกสิ่งทุกอย่าง

บทสรุป ปริตรทั้งหมด

นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะ นิวาระณา
ปริตตัสสานุภาเวนะ หันตะวา เตสัง อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ฯ

ด้วยอานุภาพของการสวด นับลูกประคำนี้ทำให้เกิดเมตตา ป้องกันอันตราย เป็นสมถะภาวนา ด้วยเราพิจารณากรรมฐานด้วยลูกประคำ ถ้าเราจะสวดกันจริงๆ ก็ยาวมาก

ในปัจจุบันลูกประคำ ทำได้ยาก ต้องเอาคุณ เอาที่ป้องกัน เป็นฌานเป็นอักขระ คนที่นับลูกประคำ ถ้าสวดแล้วนับดีๆ มีจิตเป็นสมาธิ ก็จะได้ผลเยอะมาก ถ้าจะนับประคำก็จะต้องนับแบบ ๑๐๘ เม็ด

ประคำ ๙ เม็ด คือ โลกุตร ๙ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ประคำแบบ ๙ เม็ดนี้มาเกิดขึ้นทีหลัง มาแยกพวกกันระหว่าง มหายานและหินยาน

พวกมหายานจะใช้ประคำ ๙ เม็ด คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ บารมีเป็นใหญ่ มรรคก็ดี นิพพานก็ดี

พวกจุลละยาน เป็นนิกายที่แยกมาจากมหายานอีกทีหนึ่ง พวกนี้ถือประคำ ๗ เม็ด คือ อภิธรรม ๗ พวกจุลละยานนี้ นักบวชมีภรรยาได้ ถือประคำ ๗ เม็ด จิตเป็นใหญ่ สัจจะเป็นใหญ่

ประคำโทน คือ เอาคุณจากประคำ ๑๐๘ เม็ด มารวมกันไว้ในประคำเพียงเม็ดเดียว เป็นประคำโทน เหมือนที่สวดอิติปิโสภควา ถือว่าพวกเราเหมือนมีหัวใจอยู่หนึ่งเดียว ถือมั่นติดตัวเอาไว้ เหมือนมีประคำ ๑๐๘ เม็ดอยู่ในเม็ดเดียว

  ดังนั้นการนับลูกประคำ สวดมนต์บทนั้นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว จะสำเร็จโลกีย์ฌาน เพราะตั้งจิตให้อยู่กับลูกประคำ ถ้าไม่มีสติก็จะนับไม่ถูก นับไปก็ต้องตั้งสติไป จึงจะสำเร็จโลกีย์ฌานได้ ดังเช่น พระอัชชะโคนะและปุปุออง ดังกล่าวมาแล้วนั้นแล...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 18, 2010, 09:42:17 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2010, 09:50:28 AM »

"อายุบวร"
ธรรมว่าด้วยการนับลูกประคำ

ลูกประคำที่หลวงพ่อได้สวดแผ่เมตตา เพื่อแจกแกศิษย์ จะใช้เป็นวัตถุมงคลให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อให้คุ้มครองตน หรือจะนำมาใช้ในการนับจำนวนจบที่ต้องการในการสวดมนต์และบริกรรมก็ยิ่งดียิ่งมีคุณแก่ตน

  หลวงพ่อเล่าว่า เมื่อพระมหินทเถระ และพระนางสังฆมิตตาเถรีราชบุตร และราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชได้รับการร้องขอให้บวชในพระพุทธศาสนาเพื่อพระราชบิดาจะได้ชื่อว่า เป็นญาติกับพระศาสนานั้น ได้กำหนดจะบวชเพียง ๗ วัน และเร่งวันคืนที่จะสึกออกมาเสวยสุขในมหาสมบัติทางโลก เมื่อบวชแล้ว อาจารย์ได้สอนให้ใช้ลูกประคำ และได้มรรคผลจากการนับลูกประคำนี้

ลูกศิษย์ของหลวงพ่อท่านใด มีอุปนิสัยเหมาะแก่การใช้ลูกประคำประกอบการสวดมนต์เจริญภาวนา ก็จงถือเอาประโยชน์จากลูกประคำที่ท่านได้รับจากหลวงพ่อเถิด...

การภาวนาโดยนับลูกประคำ

การภาวนาให้ถึงศีล สมาธิ ปัญญา มีหลายวิธี การนับลูกประคำเป็นวิธีการหนึ่ง ที่ใช้กันมาแต่โบราณกาล

พระเดชพระคุณหลวงพ่ออุตตมะสอนให้ภาวนาโดยนับลูกประคำ ๑๐๘ เม็ด ด้วยคาถาบูชาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือให้กล่าวคาถาว่า
“นะ โม พุท ธา ยะ ยะ ธา พุท โม นะ มะ อะ อุ อุ อะ มะ” พร้อมนับลูกประคำทีละเม็ด จนครบ ๓ รอบลูกประคำแล้ว จึงภาวนาว่า “พุทโธ พุทโธๆ” พร้อมนับลูกประคำ หากภาวนาครบ ๑๐ รอบ จักเป็นมหากุศล

“นะ โม พุท ธา ยะ” คือพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในกัปนี้ “นะ”คือพระกกุสันโธพุทธเจ้า “โม”คือพระโกนาดมพุทธเจ้า “พุท”คือพระกัสสปพุทธเจ้า “ธา”คือพระศากยพุทธเจ้า “ยะ”คือพระศรีอาริยเมตไตรย “มะ อะ อุ”คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

นะกาโร กะกุสันโธ จะ โมกาโร โกนาคะมะโน
พุทกาโร กัสสะโป พุทโธ ธากาโร สักกะยะปุงคะโว
ยะกาโร อะริยะเมตเตยโย ปัญจะพุทธา นะมามิหัง

การกล่าวคาถาเป็นการรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่ง เมื่อกล่าวคาถาพร้อมนับลูกประคำแล้ว ให้ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อความดีงามอันเป็นสิริมงคลแก่ตนสืบไป
.........
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2011, 11:49:14 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2010, 10:40:57 AM »

"อายุบวร"
    Grin เมื่ออ่านประวัติของ "ลูกประคำ" แล้ว จะเห็นได้ว่า ฤาษีอัชชะโคนะ นั้นได้ภาวนานับลูกประคำจนสำเร็จ "โลกิฌาณ" แม้แต่ พระมหินทเถระ  ราชบุตร พระเจ้าอโศกมหาราช บวชเพียงแค่ ๗ วัน เมื่อลาสิกขาแล้ว ก็มาใช้การภาวนานับลูกประคำจนได้มรรคผลจากการนับลูกประคำ
     สายสัญญานั้นเมื่อได้เข้ามาปฏิบัติ  ก็ไม่ได้สอนให้รู้ว่า การใช้ลูกประคำ ในการประจุองค์พระธรรมนั้น สำคัญมาก  เพราะว่า มันเหมือนกับการปฏิบัติในการเข้ากำมัฏฐานของสายพระ ที่เวลานั่งก็ให้ใช้สมาธิอยู่ที่การภาวนา หรือกำหนดการหายใจ  คนที่ไม่มีสมาธิก็จะทำไม่ได้  ซึ่ีงเมื่อนั่งสมาธิแล้วก็จะสำเร็จฌาณ  แม้แต่การภาวนาแล้วนับลูกประคำไปด้วยก็จะสำเร็จฌาณโลกี
     แต่สิ่งที่ได้มากกว่าการนั่งสมาธิของสายสัญญาก็คือ  เมื่อมีการประจุองค์พระธรรมนั้น  ก็จะได้ฤทธิ์ ได้ทั้งบุญฤทธิ์ และอิทธิฤทธิ์  ซึ่งในการนั่งสมาธินั้น อาจารย์ประหยัด นั่งแล้วไม่ประสบความสำเร็จ  แต่ถ้ามานั่งประจุองค์พระธรรมให้กับคน ๕๐ คน ๆ ละ ๙ สาย ก็สามารถทำได้  ก็ไม่น่าเชื่อว่าการนับลูกประคำนั้นเป็นการทำสมาธิที่แฝงอยู่ในสมาธิ ๔๐ กอง คนที่นั่งสมาธิได้นานเป็นชั่วโมงขึ้่นไปนั้น ถ้าเปลี่ยนมาเป็นเขียนองค์พระธรรม  พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้  เมื่อออกจากสมาธิแล้ว  จะนำสมาธิซึ่งแม้จะได้โลกิฌาณมาปราบผี ปราบคุณไสย ปราบมาร อย่างที่อาจารย์ประหยัด ทำก็ไม่ได้
     ก็เพิ่ีงจะมารู้ในวันนี้เองว่า  ที่เราปฏิบัติในสายสัญญานั้น  เราก็ได้ทำกำมัฏฐานทุกวันในขณะที่เราประจุองค์พระธรรมให้แก่ตนเอง และประจุให้กับลูกศิษย์  แล้วก็ทำถูกต้องมาตลอดโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำสมาธิ  เพราะไม่มีอาจารย์สายสัญญาคนใดบอกว่า การนับลูกประคำนั้นจะได้อะไร  แต่จะเน้นที่องค์พระธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นใครที่ได้ยกถาดกับอาจารย์ประหยัด แล้ว  เมื่อท่านประจุองค์พระธรรมให้กับตนเอง แล้วก็นับลูกประคำไปด้วย ท่านก็จะได้ "บารมี" ซึ่งแถมด้วยสมาธิในการนับลูกประคำทีจะทำให้สำเร็จ "ฌาณโลกี" ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2010, 08:59:13 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2010, 09:45:35 AM »

"อายุบวร"
 Wink อภิญญาณ มี ๖ อย่าง
๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้
๒. ทิพพโสต มีหูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
๕. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป

อภิญญาณ ข้อ ๑-๕ เป็นของสาธารณะ (โลกีญาณ) ข้อ ๖ มีเฉพาะในพระอรหันต์ผู้เป็นอเสขะบุคคล

อภิญญาณ ข้อ ๑-๕
-ปุถุชนธรรมดา สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างการปฏิบัติกรรมฐาน หรือของเก่าที่มีติดมาบ้าง
-อริยบุคคลผู้เป็นเสขะ(โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี) สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ระหว่างการปฏิบัติกรรมฐาน หรือของเก่าที่มีติดมา เช่นเดียวกัน

เพียงแต่ว่า กำลังศักยภาพทางจิต ความแม่นยำชัดเจนที่ไม่คลาดเคลื่อน ความเสถียรในองค์ญาณ อริยบุคคลย่อมมีมากกว่าปุถุชนธรรมดา เพราะกิเลสครอบงำที่มาบดบังน้อยลงแล้ว

เสขะบุคคล คือ ผู้ยังต้องศึกษาไตรสิกขา(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)เพิ่มขึ้นต่อไปอีก จนกว่าจะสำเร็จขั้นปฏิเวธสูงสุด
อเสขะบุคคล คือ ผู้ศึกษาสำเร็จแล้ว เสร็จกิจการศึกษาแล้ว สำเร็จขั้นปฏิเวธสูงสุดแล้ว ไม่ต้องศึกษาอะไรต่อไปอีก

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 19, 2010, 10:00:03 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2010, 09:07:41 AM »

"อายุบวร"

 Grin การปฏิบัติธรรมในสายสัญญาของ อาจารย์ประหยัด นั้น  ก็จะมีการดับล้างทุกวัน ประจุองค์พระธรรมทุึกวัน  การประจุองค์พระธรรมนั้นเมื่อนับลูกประคำไป ก็จะเหมือนกับการเข้ากำมัฏฐาน  ซึ่งอภิญญา ๖ นั้น จะได้อย่างเดียวเท่านั้นก็คือมีฤทธิ์ในการปราบมาร ปราบคุณไสย ปราบวิญญาณที่ไม่เป็นศีลเป็นธรรม  ช่วยส่งวิญญาณที่สมควรจะได้ไปเกิดให้ไปเกิด
    Smiley ในการทำบุญทำทานนั้น  จะไม่ค่อยทำกับพระ  เพราะพระมีคนไปทำกันมากอยู่แล้ว แต่จะทำบุญให้กับ "นกพิลาป"  ความเข้าใจของตนเองนั้น คือทำบุญให้สัตว์ที่หิว  จะได้บุญมากกว่าทำบุญให้พระที่มีอยู่เหลือเฟือแล้ว  ในรัศมี ๕ ก.ม.นั้นจะมีอยู่บ้านเดียวก็คือ บ้านอาจารย์ประหยัด ที่ไปซื้อข้าวสารข้าวเปลือกมาเลี้ยงนก  ที่ว่าเขตอภัยทานนั้น แม้แต่พระยังไล่นกพิลาป  เพราะว่าท่านกลัวและเบื่อนกพวกนี้ที่ไปขี้ใส่วิหารของท่าน  ทั้ง ๆ ที่วิหารนั้นก็หาใช่สมบัติของท่านแต่อย่างใด  แต่เป็นเพราะว่าพระขี้เกียจเท่านั้นเอง  ขี้เกียจที่จะทำความสะอาด
    Lips Sealed ในรูปข้างบนนั้น จะเห็นนกพิลาปอยู่เป็นกลุ่ม มีประมาณ ๑๕๐ ตัว  เวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ก็จะบินมาขอข้าวกิน  แม่บ้านก็จะให้ข้าวตอน ๑๗.๐๐ น. ๕-๖ ลิตร ก็อาทิตย์ละประมาณ ๕๐๐ บาท  ซึ่งถ้ามีคนมายกถาดหรือถวายเงินให้กับพระบารมี ก็จะนำเงินไปใช้เป็นอารหารนกทั้งหมด  มีนกอยู่เกิน ๒๐ ตัวในหมู่นกที่ไปขอข้าวกินนั้น เป็นเทพ-เทวดาที่ถูกทำโทษลงมา  ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาสได้ใส่บาตรให้เทวดา  ซึ่งบาตรของท่านมีความใหญ่โตก็แค่หัวแม่มือเท่านั้นเอง  ไม่รู้ว่าจะเป็นเวรกรรมหรือทำบาปอะไรเอาไว้  ซึ่งมีคนหลาย ๆ คนที่เลี้ยงหมาหลายร้อยตัว เงินค่าอาหารเดือนละหลายหมื่นบาท  ตัวอาจารย์ประหยัดเองก็ต้องมาเลี้ยงนกทุกวัน  
    Embarrassed ถ้าอาจารย์ประหยัด หน้าหนาหน่อย กล้าเรียกเงินจากลูกศิษย์ ทีละเป็นหมื่นก็คงจะไม่เดือดร้อนอะไร  จะมีเงินเหลือเฟือที่จะทำบุญให้นกพิลาป  แต่ไม่เป็นไรไม่มีลูกศิษย์ช่วยก็ทำเองได้  การไม่เรียกร้องของอาจารย์ประหยัด นั้นทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาด่าอาจารย์ประหยัดในเว็ปนี้  ซึ่งถ้าไปเรียกร้องลูกศิษย์แล้วทำให้ไม่สำเร็จ อาจารย์ประหยัดก็จะถูกเล่าความจริง ไม่ใช่ด่านะ แต่มันก็เหมือนกับด่า เป็นการประจานมากว่า  เพราะฉะนั้นอาจารย์ที่เรียกเก็บเงินกับอาจารย์ที่ไม่เรียกเงิน ในสายสัญญานั้นท่านคิดว่า ท่านจะไปยกถาดกับอาจารย์คนไหนดี ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2011, 11:50:27 AM โดย administrator » บันทึกการเข้า
udon1720
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2011, 03:33:31 PM »

สวัสดีครับ...สมาชิกใหม่ครับ
...ไม่มีความรุ้ด้านนี้มาก่อนแต่มีความสนใจอยากเรียนรู้ครับต้องทำอย่างไรบ้างครับ

1720pakin@gmail.com
บันทึกการเข้า
administrator
Administrator
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 767


"กัมฺมุนา วัตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2011, 04:25:52 PM »

"อายุบวร"
      Sad อยากรู้เรื่อง "เปิดพระโอษฐ์" หรือ "สายสัญญา" ก็ อ่านได้ทั้งบทความ และประสบการณ์ ต่าง ๆ ที่ อาจารย์ประหยัด ได้เขียนเอาไว้ ดีไม่ดีอ่านจบก็ไม่ต้องทำอะไร ตั้งตนเป็นอาจารย์ "สอน" ได้เลย เพียงแต่ไม่มีด้านการปฏิบัติ ก็จะไม่มี ฤทธิ์ หรือ บุญ บารมี เท่านั้นแหละ ต้องพยายามอ่านด้วยนะ เพราะขนาดระดับ ดร.นั้น เอามาลงภาคสนาม ทำให้ทุกอย่าง ยังไปไม่ถึงครึ่งทางสู่ดวงดาวเลย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: